kawiwan さんのプロフィール*สเปซหน้าหนึ่งที่เป็นติว...フォトブログリスト ツール ヘルプ

tiw kawiwan

このスペースにはミュージック リストがありません。

*สเปซหน้าหนึ่งที่เป็นติวเอง*

8月17日

So called Life*

รังเกียจทุนนิยมจริงๆ แต่ก็เป็นทาสมันอย่างถอนตัวไม่ขึ้น

ต้องทำอะไรสักอย่าง

เช่น ฆ่าตัวตายด้วยดินสอไม้ที่เป็นสัญลักษณ์ของวัยเด็ก

ซะที่ไหนล่ะ

 

ขอบคุณที่เยี่ยมชมค่ะ

** updated daily life in FB ** just follow me there **

8月2日

*raining

บนถนนเส้นคุ้นเคย ฉันกางร่ม
เท้าก้าวพลางกระทบเธอสายฝนเส้นบาง
แสงไฟสาดกระทบนัยน์ตาน้ำใส ฝนบางพลันกลายหลากสี
 
 
ในค่ำคืนนี้.. เศร้า
ฉันไม่อาจเป็นคนเก่าของคุณดังเคย
คุณปล่อยฉันให้เคว้ง ให้คว้าง ให้ร่วง ให้หล่น กระทบดิน กระทบหิน
หล่นร่วงกระจาย เปียกปอนเปื้อนฝุ่นเปลี่ยนสี
 
 
เห็นใจ..ใยปล่อยให้ฝนบางร่วงไหล เมฆนั้นรู้ดีและฉันเข้าใจ
อะไรๆที่ทนรับไว้ไม่ไหว ก็ต้องปลด ก็ต้องปล่อยมันไป
เหมือนฉันน้ำตาไหล เพราะทั้งทน ทั้งอด ทั้งกลั้นไม่ไหวต่อไป
 
 
ไม่ว่ายังไง..ฉันเดินต่อ
แม้ว่าจะก้าว จะย่ำ จะเลอะ จะเปรอะเปื้อน
มือนึงถือร่ม อีกมือนึงจะถือจะแบกอะไรมากมาย
แม้ในใจจะเจ็บ จะช้ำ จะย่ำ ในสมองจะคิด จะค้น จะใคร่หาความจริง...
 

*เขียนร่างในใจครั้งแรกเมื่อวันที่ 29 มิ.ย.2552
ขณะเดินกางร่มมุ่งหน้าไปที่นั่นบนถนนพญาไทเวลามืดๆและฝนตกปรอย
 

สุดท้าย.. ขอบคุณฝนบางที่เร่งให้ฉันก้าวต่อ ให้ฉันเร่ง ให้ฉันรีบ ให้ฉันกลัวเปียกฝน
เพราะสุดท้าย.. ฉันได้เรียน ได้รู้ ได้รับ อะไร อะไร มากมาย จริงจริง
 
 
 
 
 
 
โว้ววววว... อะไรกันค่ะเนี่ย จริงๆร่างแรกมันเป็นแบบเบิกบานค่า แต่เมื่อกี้อารมณ์ม่ดีเลยปิดจบด้วยเช่นนี้
ไว้จะเขียนอัพเดทเรื่องราวชีวิตบ้างอะไรบ้างตอนช่วงวันหยุดค่า
ส่วนเรื่องลาวภาควังเวียงนี่ เสียใจจริงๆ ไม่อาจจะขุด จะคุ้น จะคุ้ยคุยข่าวอะไรอะไรได้เลย
แต่จะพยายามต่อไป.. ตอนนี้เวลาหมดลงแล้ว สำหรับคืนนี้ ราตรีสวัสดิ์ค่ะ
6月5日

*I went to LAOS*

สิ่งที่ควรเอ่ยก่อนอื่นใด

         

          จะไหวมั้ยเนี่ย?” เป็นคำพูดที่ฉัน(คิดว่า)ได้ฟังบ่อยที่สุดในช่วงก่อนหน้าที่ฉันจะออกเดินทางไปยังลาวแต่เพียงผู้เดียว

          จริงๆแล้วการเดินทางไปครั้งนี้เป็นเรื่องที่... อืม ไม่รู้สินะ ไม่รู้จะอธิบายยังไงเหมือนกัน รู้แต่ว่าทุกคนดูท่าจะเป็นห่วงอยู่พอตัว ในขณะเดียวกันในใจฉันกลับไม่รู้สึกว่าจะเกิดอันตรายใดๆขึ้นมาเลย เพราะอะไรก็ไม่ทราบได้ (หรือเพราะประมาทก็ไม่รู้ แหะๆ)

          เอาเป็นว่า ฉันก็ได้ไปมาแล้ว แล้วก็รู้สึกว่าดีใจมากที่ได้ไปเหยียบย่ำดินแดนแห่งนั้นมา

          จริงๆก็เป็นพวกรู้ว่าโลกนี้มันกว้างใหญ่และอันตรายมากแค่ไหนนะ แต่บางครั้งก็ไม่อยากคิดใส่ร้ายคนทั้งโลกแบบนั้น มันดูไม่ยุติธรรมกับคนดีๆเลย

...แค่อยากมองโลกแบบง่ายๆดูบ้าง

          อยากอยู่บนโลกโดยที่เชื่อว่า... ทุกคนไว้ใจได้ ทุกคนใจดี ทุกคนคือเพื่อนของเราทุกคน       รู้ว่าหลายคนอยากคัดค้าน

รู้ว่าในความจริงมันไม่ใช่

แต่เป็นความ อยากเป็น ยูโธเปียเล็กๆที่อยากให้เกิดในจิตใจเล็กๆ

และฉันก็ทำให้มันเกิดขึ้นมา ในช่วงเวลา4-5วันนั้น         

 

สิ่งที่จะได้อ่านต่อไปนี้ คือ บันทึกการเดินทางฉบับหนึ่งที่ข้าพเจ้าบรรจงใจเขียนขึ้นมา ไม่ได้มีไว้เพื่อประกาศให้ชาวโลกรู้ถึงความเปรี้ยวซ่าหรืออวดตัวว่าตัวเองเก่งเอาตัวรอดมาแล้ว เพราะก็ไม่ได้บูชามันเท่าไหร่นักหรอก แต่เพื่อเก็บไว้อ่านครั้นยามอยากอ่าน จริงๆก็คือ ฉันรู้ตัวว่าฉันเป็นเพียงมนุษย์2ขา ก้าวได้ครั้งหนึ่งก็สั้นนัก(เพราะเตี้ย ฮาฮ่า) และไม่รู้ว่าชีวิตนี้จะได้ก้าวไปไหนมาไหนได้มากน้อยแค่ไหน จึงอยากเขียนบันทึกเก็บไว้อ่าน...ยามที่ไม่ได้เดินทางแล้ว

 

*บันทึกนี้บางช่วงบางตอนเขียนเป็นภาษาสเปน ซึ่งอาจจะผิดหลักไวยากรณ์และไม่มีตัวเน้นลงเสียงหนัก เพราะพิมพ์โดยใช้แป้นพิมพ์สากล(ไทย-อังกฤษ) ขออภัยมา ณ ที่นี่

และบันทึกนี้อาจมีส่วนผสมของความบ้า ความประหลาดหลายเรื่อง โปรดจงทำใจ

 

ติวติว ผู้หญิง2ขา
 
 
อ่านต่อทั้งเล่ม ..คลิก
 
 
ขออภัยที่เขียนแล้วดองไว้นาน เกือบ2ปีทีเดียว...แถมเขียนจบไปภาคเดียวด้วย
เหลือวังเวียงอีกที แต่ว่า สมุดจดท่องเที่ยวหายไปแล้ว T T (เล่มในรูปในentryลาว)
อยากจะร้องไห้เป็นสายเลือดจริงๆ
มันหายไปพร้อมกับสมุดบันทึกการค้าของเราด้วย... เรียกร้องให้มันกลับมา
 
5月11日

my brother

เรื่องมีอยู่ว่า
..
พี่มุ้ย.. พี่สาวคนที่สามของเราฝันบ่อยๆว่าตัวเองมีพี่ชาย
ตื่นมาก็รู้สึกว่าตัวเองมีพี่ชายจริงๆ
ถึงกับงงจนต้องโทรกลับมาหาแม่(ตอนนั้นอยู่ลอนดอน)
 
วันนั้นแม่ดูหมอดู
หมอดูทักว่า "ผมฟังเสียงคุณแม่ ผมรู้สึกว่าคุณแม่มีลูก7คน"
(จริงๆแล้วมี6อะนะ)
 
พี่เฟิร์นไปดูหมอ
หมอดูทักว่า "มีพี่น้อง7คนใช่มั้ย"
(จริงๆแล้วมี6อะนะ)
 
พวกเราเลยถกกันว่าหรือจริงๆแล้วเรามีพี่น้อง7คน..
 
 
แม่ก็เลยเล่าให้ฟังว่า
ระยะห่างระหว่างแม้วกับมุ้ย 4 ปีนั้น
แม่ไปขอลูกชายจากเจ้าพ่อเสือ
หลังจากนั้น แม่ก็มีความรู้สึกว่า เลือดหลุด
แต่แม่ไม่แน่ใจตัวเองว่านั่นแท้งรึเปล่า
 
พี่เฟิร์นแถลงว่า "25เปอร์เซนต์ ไม่รู้ตัวว่าตัวเองแท้ง"
 
พวกเราก็เลยคิดกันว่า พวกเราต้องมีพี่ชายแน่ๆ
ในฐานะที่เป็นพี่ชายของเรา ในช่วงเวลาที่เทรนด์เกาหลีกำลังมา
เราขอตั้งชื่อพี่ของเราว่า..
 
 
 
"จ๊อก ยอง"
 
(ลงเสียงหนักที่พยางค์แรกอย่างเร็ว)
 
 
พี่ต้องภูมิใจที่มีชื่อเกาหลีและมีน้องอย่างพวกเราแน่ๆ..
4月27日

With N'Ai at Loei*

ภูเรือ มีเรากับน้องอาย
 
*ภูเรือคือภูแห่งหนึ่งในจ.เลย มีลักษณะเป็นชะง่อนๆคล้ายเรือ จึงเรียกว่าภูเรือ
สูงประมาณ 1365 กม. นับเป็นอุทยานแห่งชาติแห่งหนึ่งของประเทศไทย*
 
 
เริ่มต้นทริปด้วยรถป.1 ถูกๆไปภูเรือในราคา3ร้อยกว่าบาท
บนรถมีคนกรนและคนพยายามสลายการชุมนุมด้วยแก๊สพิษ2รอบ
แต่ก็รอดมาได้
 
 
เวลา เกือบ6 โมง เรากับน้องอายก็ทำตัวง่วงๆลงมาจากรถ เพราะเค้าไล่ลงบอกว่าถึงภูเรือแล้ว
เราก็เอ๊ะ.. ไหนภูเรือ หาไม่เจอ นึกว่าโดนหลอก แต่ปรากฏว่ามันต้องขึ้นไปอีก9โล
แล้วจะไปกันยังไง มีผู้ชายพยายามเดินมาจีบชั้นขึ้นรถราคา300บาท
ซึ่งชั้นก็คิดว่า 9 โลเอง 300 บาท จะบ้าเหรอ แกไม่มีวันได้เงินชั้นไปหรอก
ด้วยความหลักแหลมและความว่านอนสอนง่ายของน้องอาย
ชั้นก็เลยว่าจะแบ็คแพ๊คขึ้นภูเรือแบบเดินเท้ากัน ..
เพราะไม่รู้ว่าไอ้9กิโลมันระยะทางเท่าไหร่ (ทริปผู้หญิงม๊ากมาก.. กะระยะทางไม่ถูก)
เดินไปสักพักชั้นก็เริ่มเหนื่อย คาดว่าไม่ถึง50เมตรด้วยซ้ำ เพราะว่ามันเป็นทางขึ้นเขา
ต้องใช้แรงมากกว่าเดิมถึง3เท่า แต่สักพักก็มีรถขึ้นมาเป็นรถกะบะ
ก็โบกกันเลยค่าาา เค้าบอกว่าเค้าขึ้นไปแค่โลเดียว
แต่โลเดียวก็เอา.. ก็เลยขึ้นกะบะเค้าไปอย่างใจง่าย
 
 

แล้วเดินต่อไปอีกนิดนึงจนถึงด่านเก็บเงิน ตอนนั้นเวลา7โมงเช้า
รถกะบะคันที่2ผ่านมา เป็นรถของเจ้าหน้าที่ แทบกรี๊ดเพราะเค้าจะขึ้นไปด้านบนอยู่แล้ว
เราก็เกาะรถเค้าขึ้นไปยังจุดกางเต๊นท์
 

คืนนี้เราวางแผนไว้ว่าจะกางเต๊นท์ที่นี่ ก็เลยไปติดต่อขอยืมเต๊นท์มาได้ในราคา200บาท
แล้วเค้าก็บอกเราว่า "มาพักแรมที่นี่ เอาอาหารมาด้วยรึเปล่า"
เรา "ทำไมล่ะค่ะ"
เจ้าหน้าที่ "ร้านอาหารมันปิดหมด"
กรี๊ดดด... ผิดเองที่มาช่วงโลว์ซีซั่น มีข้าพเจ้าและน้องสาว2คนบนภู
ดังนั้นร้านอาหารเค้าเลยไม่ขึ้นมาเปิด เพราะอาจขาดทุนได้
เรากับน้องอายเลยดูในถุงยังชีพ มีสิ่งของดังนี้
1. น้ำ1.5ลิตร1ขวดที่ขโมยมาจากหอ
2. ขนมโง่ๆ2ห่อที่รถทัวร์ถูกๆให้มา
3. น้ำ500มิลอีก1ขวด
4. นม1กล่อง
5. หนมปังคัสตาด 1 ชิ้น
และ6. ข้าวไข่เจียวกุ้งซื้อไว้ตั้งแต่หมอชิต.. ที่ตอนนี้เริ่มพองตัวคาดว่ามีแซลโมนาร่าผสมนิดหน่อย
... ก็คิดว่าน่าจะอยู่ได้นะ ต้องอยู่ให้ได้!!
 
 
กางเต๊นท์เสร็จก็ไปเดินเล่น จะพิชิตยอดภูเรือ ซึ่งจริงๆแล้วเราเองก็คิดว่า
มันจำเป็นปะวะที่ต้องไปถึงยอดภู..ทำไมทุกคนที่มาภูแล้วต้องไปถึงยอดภูด้วยเหรอ
เกิดความสับสนในจิตใจ..แต่ดูน้องสาวผู้มุ่งมั่น ก็เลยเลยตามเลย
ชั้นก็เดินไปตามทาง แต่ด้วยความโง่ไง ก็เดินลงไปทางน้ำตก ซึ่งมันเห็นๆอยู่ว่ามันเป็นทางลงภู
แล้วจะไปถึงยอดภูมั้ยวะเนี่ย เลยเปลี่ยนแผนตามหาน้ำตกแทน
เจอน้ำตก2แห่งที่น้ำคลุกคลิกได้อีก น้ำไหลยังกะขัดเบา เป็นไรมากมะ..น้ำตกนี่
เลยแก้เซ็งด้วยการนั่งปวารณาตนไปใต้น้ำตก.. นี่แหละน่า น้ำตกหน้าร้อน
 
 
เสร็จแล้วก็จะขึ้นยอดภูเรือ ไปตามถนน เค้าบอกว่า 2.4 กม.
แล้วไอ2.4 กม.นี่มันเยอะมะ .. ไม่รู้ ถามอิน้องอายก็ไม่ช่วย
เกลียดทริปหญิงล้วนมาก.. โง่พอกัน แต่ไม่เป็นไร ตอนเด็กๆเคยเรียน 2วาเท่ากับ1เมตร
ให้น้องอายกางแขนแล้วเราก้าวขา ได้มาตราวัดคือ 1 เมตร เท่ากับ 6 ก้าว
เราก้าวไป 200 ก้าว อายบอกว่า ได้ประมาณ 30 เมตร... โหแล้วเมื่อไหร่จะถึง2.4 กม.ฟระ!!
ไปๆมาๆ .. อายก็หันบอกเราว่า "พี่ติว เราว่า 2 วามันไม่ใช่เท่ากับ1 เมตรนะ 1 เมตรมัน100ซม. เท่ากับ3ไม้บรรทัด"
เอ้าาา แล้วจะรู้มั้ยล่ะ ... สรุปคือ เดินไปเหอะ
 
 
สักพักไปถึงผาโหล่นน้อย แปลว่า ผาที่มีหญ้าเล็กๆขึ้นแซมไปทั่ว วิวสวยมาก...
อิอายดูวิวและหลับไป ส่วนข้าพเจ้า ดูวิวและกินข้าวไข่เจียวกุ้งที่ยังพอกินได้อยู่แล้วหลับ
แล้วเดินต่อ 700 เมตรขึ้นยอดภูเรือ ไปถึงชั้นก็ไปไหว้พระๆ แล้วก็แทบสลบ
แล้วไงฟระ ยอดภูเรือ ใครก็มาถึง อาม่าก็ยังมาถึงได้เพราะมันมีทางรถขึ้นมา
ส่วนข้าพเจ้าไม่มีรถเลยต้องเดินขึ้น เหนื่อยก็เหนื่อยแทบขาดใจ..
ไม่ควรมาเลยภูเรือ ควรไปภูอื่นที่ไม่มีทางรถ ..จะได้รู้สึกภูมิใจบ้างอะไรบ้าง
 
 
คืนนั้น มีเรากับน้องอาย กางเต๊นท์นอนกัน2คน ไม่มีไฟอีกต่างหาก
อิอายก็หลับไป ส่วนข้าพเจ้าก็นอนกลัวปลาปิรันย่าจะโผล่มาคาบเราไปกิน
ได้แต่พยายามเล่านิทานกล่อมตัวเองให้นอนหลับ เรื่องกระต่ายน้อย
ซึ่งเป็นเรื่องที่พยายามจะแต่งให้จบแต่ไม่เคยจบเพราะเล่าให้ตัวเองฟังแล้วหลับไปก่อนแต่งจบทุกที
คืนนี้ก็เหมือนกัน หลับ.. แต่หลับได้ไม่นาน อิอายก็ตื่นมาเที่ยงคืน
ทำเอาข้าพเจ้าตื่นอีก มันก็ออกไปดูดาวอะไรของมัน แต่ดาวสวยจริง เริ่ดๆ
 
 
เช้าวันถัดมา ตื่นตี5.15 ฟ้าสว่างเร็วมาก รีบเก็บของวิ่งไปดูพระอาทิตย์ขึ้น ใส่ชุดนอนอยู่เร๊ยย
ใช้ระยะทางเดินไป 1.3 กม... ปรากฏว่า ไม่ทัน มันขึ้นไปแล้ว.. เทพเจ้าทินกร ไม่สนใจเลย
แต่ไม่เป็นไร ช่างมัน ไม่แคร์ ขึ้นก็ขึ้นไป เราก็เดินทางจากมา
หารถลงภูเรือ .. จะมีมั้ย.. ไม่มี
 

นั่งอยู่สักพักมีรถใครไม่รู้จะลงภูเรือ ก็เลยเกาะเค้าลงไปด้วย สบายใจ
ลงไปถึงจะนั่งรถสองแถวต่อไปอ.เมือง แต่ว่าตะกละ มัวแต่กินข้าวเช้าที่ตลาดภูเรือเลยไม่ทันรถ
ขณะนั้นเวลา 8.30 รถไม่มี รถถัดไปตั้ง 10.30 -11.00 แน่ะ
เราไม่รอ วิ่งไปข้างถนนโบกรถ ..ซึ่งมีข้าพเจ้าพยายามอยู่คนเดียว น้องไม่เล่นด้วย
แต่พอโบกได้มันก็ขึ้นไปกับเรา (เอ๊ะ ..งง)
 

คันแรกพาเราไปส่งตรงสามตม .. ไปไม่ถึงอ.เมือง แต่เค้าก็ใจดีมาก
มีการแวะซื้อลิ้นจี่ให้ด้วย โอ้วว มายก๊อด.. ใจดีสุดริด
พอลงจากคันที่แรกก็โบกกันต่อ คันต่อไปไปส่งเราถึงอ.เมืองเลย
เราเลยเล่นโครงการ pass the love forward เอาลิ้นจี่ที่คันแรกให้มา เอามาให้คันที่2
ขอบคุณมากมายก่ายกอง
 
 
ภูเรือทริป2สาวในครั้งนี้ ก็หนุกหนานไปตามสไตล์ ชิวๆดี
แต่พี่น้อง2คนไม่ค่อยคุยกันเท่าไหร่เพราะเหนื่อย และอิอายก็ไม่ค่อยสื่อสารไร ไม่ค่อยเข้าใจมัน
ส่วนเราก็ขี้เกียจสื่อสารอะไรกับมัน 5555
 
 
งานนี้ขอบคุณรถทั้ง5คันที่ยอมให้2ศรีพี่น้องอย่างเราขึ้นไปด้วย
ประหยัดมากเลยทริปนี้ ภูมิใจ อิอิ
 
ทริปนี้คงมอบประสบการณ์ดีๆให้น้องเราไว้บ้าง (มั้ง)
บางทีก็ดูงงๆไปบ้างสำหรับหลายคน
ที่จู่ๆ2สาวก็กระโดดขึ้นรถชาวบ้านหรือนอนอยู่บนภูกัน2คน
บางที... เราก็ยังเชื่อว่า.. คิดอะไรๆในแง่ดีบ้าง อะไรบ้าง
ระแวงทุกคนบนโลกนี้มันไม่มีความสุขหรอกนะ.. เอ๊ะ รึเปล่า
 
** รูปในfotoนะ ขำดี
 
** ติดตามต่อตอนต่อไป ทริปเชียงคาน : หลวงพระบางประเทศไทย

 
全 10 枚中 1 枚目
リスト項目が追加されていません。