| kawiwan 的个人资料*สเปซหน้าหนึ่งที่เป็นติว...照片日志列表 | 帮助 |
|
8月17日 So called Life*8月2日 *rainingบนถนนเส้นคุ้นเคย ฉันกางร่ม
เท้าก้าวพลางกระทบเธอสายฝนเส้นบาง แสงไฟสาดกระทบนัยน์ตาน้ำใส ฝนบางพลันกลายหลากสี ในค่ำคืนนี้.. เศร้า
ฉันไม่อาจเป็นคนเก่าของคุณดังเคย คุณปล่อยฉันให้เคว้ง ให้คว้าง ให้ร่วง ให้หล่น กระทบดิน กระทบหิน หล่นร่วงกระจาย เปียกปอนเปื้อนฝุ่นเปลี่ยนสี เห็นใจ..ใยปล่อยให้ฝนบางร่วงไหล เมฆนั้นรู้ดีและฉันเข้าใจ
อะไรๆที่ทนรับไว้ไม่ไหว ก็ต้องปลด ก็ต้องปล่อยมันไป เหมือนฉันน้ำตาไหล เพราะทั้งทน ทั้งอด ทั้งกลั้นไม่ไหวต่อไป ไม่ว่ายังไง..ฉันเดินต่อ
แม้ว่าจะก้าว จะย่ำ จะเลอะ จะเปรอะเปื้อน มือนึงถือร่ม อีกมือนึงจะถือจะแบกอะไรมากมาย แม้ในใจจะเจ็บ จะช้ำ จะย่ำ ในสมองจะคิด จะค้น จะใคร่หาความจริง... *เขียนร่างในใจครั้งแรกเมื่อวันที่ 29 มิ.ย.2552 ขณะเดินกางร่มมุ่งหน้าไปที่นั่นบนถนนพญาไทเวลามืดๆและฝนตกปรอย สุดท้าย.. ขอบคุณฝนบางที่เร่งให้ฉันก้าวต่อ ให้ฉันเร่ง ให้ฉันรีบ ให้ฉันกลัวเปียกฝน เพราะสุดท้าย.. ฉันได้เรียน ได้รู้ ได้รับ อะไร อะไร มากมาย จริงจริง โว้ววววว... อะไรกันค่ะเนี่ย จริงๆร่างแรกมันเป็นแบบเบิกบานค่า แต่เมื่อกี้อารมณ์ม่ดีเลยปิดจบด้วยเช่นนี้
ไว้จะเขียนอัพเดทเรื่องราวชีวิตบ้างอะไรบ้างตอนช่วงวันหยุดค่า
ส่วนเรื่องลาวภาควังเวียงนี่ เสียใจจริงๆ ไม่อาจจะขุด จะคุ้น จะคุ้ยคุยข่าวอะไรอะไรได้เลย
แต่จะพยายามต่อไป.. ตอนนี้เวลาหมดลงแล้ว สำหรับคืนนี้ ราตรีสวัสดิ์ค่ะ 6月5日 *I went to LAOS*สิ่งที่ควรเอ่ยก่อนอื่นใด
“จะไหวมั้ยเนี่ย?” เป็นคำพูดที่ฉัน(คิดว่า)ได้ฟังบ่อยที่สุดในช่วงก่อนหน้าที่ฉันจะออกเดินทางไปยังลาวแต่เพียงผู้เดียว จริงๆแล้วการเดินทางไปครั้งนี้เป็นเรื่องที่... อืม ไม่รู้สินะ ไม่รู้จะอธิบายยังไงเหมือนกัน รู้แต่ว่าทุกคนดูท่าจะเป็นห่วงอยู่พอตัว ในขณะเดียวกันในใจฉันกลับไม่รู้สึกว่าจะเกิดอันตรายใดๆขึ้นมาเลย เพราะอะไรก็ไม่ทราบได้ (หรือเพราะประมาทก็ไม่รู้ แหะๆ) เอาเป็นว่า ฉันก็ได้ไปมาแล้ว แล้วก็รู้สึกว่าดีใจมากที่ได้ไปเหยียบย่ำดินแดนแห่งนั้นมา จริงๆก็เป็นพวกรู้ว่าโลกนี้มันกว้างใหญ่และอันตรายมากแค่ไหนนะ แต่บางครั้งก็ไม่อยากคิดใส่ร้ายคนทั้งโลกแบบนั้น มันดูไม่ยุติธรรมกับคนดีๆเลย ...แค่อยากมองโลกแบบง่ายๆดู”บ้าง” อยากอยู่บนโลกโดยที่เชื่อว่า... ทุกคนไว้ใจได้ ทุกคนใจดี ทุกคนคือเพื่อนของเราทุกคน รู้ว่าหลายคนอยากคัดค้าน รู้ว่าในความจริงมันไม่ใช่ แต่เป็นความ “อยาก” เป็น “ยูโธเปีย” เล็กๆที่อยากให้เกิดในจิตใจเล็กๆ และฉันก็ทำให้มันเกิดขึ้นมา ในช่วงเวลา4-5วันนั้น
สิ่งที่จะได้อ่านต่อไปนี้ คือ บันทึกการเดินทางฉบับหนึ่งที่ข้าพเจ้าบรรจงใจเขียนขึ้นมา ไม่ได้มีไว้เพื่อประกาศให้ชาวโลกรู้ถึงความเปรี้ยวซ่าหรืออวดตัวว่าตัวเองเก่งเอาตัวรอดมาแล้ว เพราะก็ไม่ได้บูชามันเท่าไหร่นักหรอก แต่เพื่อเก็บไว้อ่านครั้นยามอยากอ่าน จริงๆก็คือ ฉันรู้ตัวว่าฉันเป็นเพียงมนุษย์2ขา ก้าวได้ครั้งหนึ่งก็สั้นนัก(เพราะเตี้ย ฮาฮ่า) และไม่รู้ว่าชีวิตนี้จะได้ก้าวไปไหนมาไหนได้มากน้อยแค่ไหน จึงอยากเขียนบันทึกเก็บไว้อ่าน...ยามที่ไม่ได้เดินทางแล้ว
*บันทึกนี้บางช่วงบางตอนเขียนเป็นภาษาสเปน ซึ่งอาจจะผิดหลักไวยากรณ์และไม่มีตัวเน้นลงเสียงหนัก เพราะพิมพ์โดยใช้แป้นพิมพ์สากล(ไทย-อังกฤษ) ขออภัยมา ณ ที่นี่ และบันทึกนี้อาจมีส่วนผสมของความบ้า ความประหลาดหลายเรื่อง โปรดจงทำใจ
ติวติว ผู้หญิง2ขา
อ่านต่อทั้งเล่ม ..คลิก
ขออภัยที่เขียนแล้วดองไว้นาน เกือบ2ปีทีเดียว...แถมเขียนจบไปภาคเดียวด้วย
เหลือวังเวียงอีกที แต่ว่า สมุดจดท่องเที่ยวหายไปแล้ว T T (เล่มในรูปในentryลาว)
อยากจะร้องไห้เป็นสายเลือดจริงๆ
มันหายไปพร้อมกับสมุดบันทึกการค้าของเราด้วย... เรียกร้องให้มันกลับมา
5月11日 my brotherเรื่องมีอยู่ว่า
..
พี่มุ้ย.. พี่สาวคนที่สามของเราฝันบ่อยๆว่าตัวเองมีพี่ชาย
ตื่นมาก็รู้สึกว่าตัวเองมีพี่ชายจริงๆ ถึงกับงงจนต้องโทรกลับมาหาแม่(ตอนนั้นอยู่ลอนดอน) วันนั้นแม่ดูหมอดู
หมอดูทักว่า "ผมฟังเสียงคุณแม่ ผมรู้สึกว่าคุณแม่มีลูก7คน" (จริงๆแล้วมี6อะนะ) พี่เฟิร์นไปดูหมอ
หมอดูทักว่า "มีพี่น้อง7คนใช่มั้ย" (จริงๆแล้วมี6อะนะ) พวกเราเลยถกกันว่าหรือจริงๆแล้วเรามีพี่น้อง7คน..
แม่ก็เลยเล่าให้ฟังว่า
ระยะห่างระหว่างแม้วกับมุ้ย 4 ปีนั้น แม่ไปขอลูกชายจากเจ้าพ่อเสือ หลังจากนั้น แม่ก็มีความรู้สึกว่า เลือดหลุด แต่แม่ไม่แน่ใจตัวเองว่านั่นแท้งรึเปล่า พี่เฟิร์นแถลงว่า "25เปอร์เซนต์ ไม่รู้ตัวว่าตัวเองแท้ง"
พวกเราก็เลยคิดกันว่า พวกเราต้องมีพี่ชายแน่ๆ
ในฐานะที่เป็นพี่ชายของเรา ในช่วงเวลาที่เทรนด์เกาหลีกำลังมา
เราขอตั้งชื่อพี่ของเราว่า.. "จ๊อก ยอง"
(ลงเสียงหนักที่พยางค์แรกอย่างเร็ว)
พี่ต้องภูมิใจที่มีชื่อเกาหลีและมีน้องอย่างพวกเราแน่ๆ.. 4月27日 With N'Ai at Loei*ภูเรือ มีเรากับน้องอาย
*ภูเรือคือภูแห่งหนึ่งในจ.เลย มีลักษณะเป็นชะง่อนๆคล้ายเรือ จึงเรียกว่าภูเรือ
สูงประมาณ 1365 กม. นับเป็นอุทยานแห่งชาติแห่งหนึ่งของประเทศไทย* เริ่มต้นทริปด้วยรถป.1 ถูกๆไปภูเรือในราคา3ร้อยกว่าบาท
บนรถมีคนกรนและคนพยายามสลายการชุมนุมด้วยแก๊สพิษ2รอบ แต่ก็รอดมาได้ เวลา เกือบ6 โมง เรากับน้องอายก็ทำตัวง่วงๆลงมาจากรถ เพราะเค้าไล่ลงบอกว่าถึงภูเรือแล้ว
เราก็เอ๊ะ.. ไหนภูเรือ หาไม่เจอ นึกว่าโดนหลอก แต่ปรากฏว่ามันต้องขึ้นไปอีก9โล แล้วจะไปกันยังไง มีผู้ชายพยายามเดินมาจีบชั้นขึ้นรถราคา300บาท ซึ่งชั้นก็คิดว่า 9 โลเอง 300 บาท จะบ้าเหรอ แกไม่มีวันได้เงินชั้นไปหรอก ด้วยความหลักแหลมและความว่านอนสอนง่ายของน้องอาย ชั้นก็เลยว่าจะแบ็คแพ๊คขึ้นภูเรือแบบเดินเท้ากัน .. เพราะไม่รู้ว่าไอ้9กิโลมันระยะทางเท่าไหร่ (ทริปผู้หญิงม๊ากมาก.. กะระยะทางไม่ถูก) เดินไปสักพักชั้นก็เริ่มเหนื่อย คาดว่าไม่ถึง50เมตรด้วยซ้ำ เพราะว่ามันเป็นทางขึ้นเขา ต้องใช้แรงมากกว่าเดิมถึง3เท่า แต่สักพักก็มีรถขึ้นมาเป็นรถกะบะ ก็โบกกันเลยค่าาา เค้าบอกว่าเค้าขึ้นไปแค่โลเดียว แต่โลเดียวก็เอา.. ก็เลยขึ้นกะบะเค้าไปอย่างใจง่าย แล้วเดินต่อไปอีกนิดนึงจนถึงด่านเก็บเงิน ตอนนั้นเวลา7โมงเช้า รถกะบะคันที่2ผ่านมา เป็นรถของเจ้าหน้าที่ แทบกรี๊ดเพราะเค้าจะขึ้นไปด้านบนอยู่แล้ว
เราก็เกาะรถเค้าขึ้นไปยังจุดกางเต๊นท์ คืนนี้เราวางแผนไว้ว่าจะกางเต๊นท์ที่นี่ ก็เลยไปติดต่อขอยืมเต๊นท์มาได้ในราคา200บาท แล้วเค้าก็บอกเราว่า "มาพักแรมที่นี่ เอาอาหารมาด้วยรึเปล่า" เรา "ทำไมล่ะค่ะ" เจ้าหน้าที่ "ร้านอาหารมันปิดหมด" กรี๊ดดด... ผิดเองที่มาช่วงโลว์ซีซั่น มีข้าพเจ้าและน้องสาว2คนบนภู ดังนั้นร้านอาหารเค้าเลยไม่ขึ้นมาเปิด เพราะอาจขาดทุนได้ เรากับน้องอายเลยดูในถุงยังชีพ มีสิ่งของดังนี้ 1. น้ำ1.5ลิตร1ขวดที่ขโมยมาจากหอ 2. ขนมโง่ๆ2ห่อที่รถทัวร์ถูกๆให้มา 3. น้ำ500มิลอีก1ขวด 4. นม1กล่อง 5. หนมปังคัสตาด 1 ชิ้น และ6. ข้าวไข่เจียวกุ้งซื้อไว้ตั้งแต่หมอชิต.. ที่ตอนนี้เริ่มพองตัวคาดว่ามีแซลโมนาร่าผสมนิดหน่อย ... ก็คิดว่าน่าจะอยู่ได้นะ ต้องอยู่ให้ได้!! กางเต๊นท์เสร็จก็ไปเดินเล่น จะพิชิตยอดภูเรือ ซึ่งจริงๆแล้วเราเองก็คิดว่า
มันจำเป็นปะวะที่ต้องไปถึงยอดภู..ทำไมทุกคนที่มาภูแล้วต้องไปถึงยอดภูด้วยเหรอ เกิดความสับสนในจิตใจ..แต่ดูน้องสาวผู้มุ่งมั่น ก็เลยเลยตามเลย ชั้นก็เดินไปตามทาง แต่ด้วยความโง่ไง ก็เดินลงไปทางน้ำตก ซึ่งมันเห็นๆอยู่ว่ามันเป็นทางลงภู แล้วจะไปถึงยอดภูมั้ยวะเนี่ย เลยเปลี่ยนแผนตามหาน้ำตกแทน เจอน้ำตก2แห่งที่น้ำคลุกคลิกได้อีก น้ำไหลยังกะขัดเบา เป็นไรมากมะ..น้ำตกนี่ เลยแก้เซ็งด้วยการนั่งปวารณาตนไปใต้น้ำตก.. นี่แหละน่า น้ำตกหน้าร้อน เสร็จแล้วก็จะขึ้นยอดภูเรือ ไปตามถนน เค้าบอกว่า 2.4 กม.
แล้วไอ2.4 กม.นี่มันเยอะมะ .. ไม่รู้ ถามอิน้องอายก็ไม่ช่วย เกลียดทริปหญิงล้วนมาก.. โง่พอกัน แต่ไม่เป็นไร ตอนเด็กๆเคยเรียน 2วาเท่ากับ1เมตร ให้น้องอายกางแขนแล้วเราก้าวขา ได้มาตราวัดคือ 1 เมตร เท่ากับ 6 ก้าว เราก้าวไป 200 ก้าว อายบอกว่า ได้ประมาณ 30 เมตร... โหแล้วเมื่อไหร่จะถึง2.4 กม.ฟระ!! ไปๆมาๆ .. อายก็หันบอกเราว่า "พี่ติว เราว่า 2 วามันไม่ใช่เท่ากับ1 เมตรนะ 1 เมตรมัน100ซม. เท่ากับ3ไม้บรรทัด" เอ้าาา แล้วจะรู้มั้ยล่ะ ... สรุปคือ เดินไปเหอะ สักพักไปถึงผาโหล่นน้อย แปลว่า ผาที่มีหญ้าเล็กๆขึ้นแซมไปทั่ว วิวสวยมาก...
อิอายดูวิวและหลับไป ส่วนข้าพเจ้า ดูวิวและกินข้าวไข่เจียวกุ้งที่ยังพอกินได้อยู่แล้วหลับ แล้วเดินต่อ 700 เมตรขึ้นยอดภูเรือ ไปถึงชั้นก็ไปไหว้พระๆ แล้วก็แทบสลบ แล้วไงฟระ ยอดภูเรือ ใครก็มาถึง อาม่าก็ยังมาถึงได้เพราะมันมีทางรถขึ้นมา ส่วนข้าพเจ้าไม่มีรถเลยต้องเดินขึ้น เหนื่อยก็เหนื่อยแทบขาดใจ.. ไม่ควรมาเลยภูเรือ ควรไปภูอื่นที่ไม่มีทางรถ ..จะได้รู้สึกภูมิใจบ้างอะไรบ้าง คืนนั้น มีเรากับน้องอาย กางเต๊นท์นอนกัน2คน ไม่มีไฟอีกต่างหาก
อิอายก็หลับไป ส่วนข้าพเจ้าก็นอนกลัวปลาปิรันย่าจะโผล่มาคาบเราไปกิน ได้แต่พยายามเล่านิทานกล่อมตัวเองให้นอนหลับ เรื่องกระต่ายน้อย ซึ่งเป็นเรื่องที่พยายามจะแต่งให้จบแต่ไม่เคยจบเพราะเล่าให้ตัวเองฟังแล้วหลับไปก่อนแต่งจบทุกที คืนนี้ก็เหมือนกัน หลับ.. แต่หลับได้ไม่นาน อิอายก็ตื่นมาเที่ยงคืน ทำเอาข้าพเจ้าตื่นอีก มันก็ออกไปดูดาวอะไรของมัน แต่ดาวสวยจริง เริ่ดๆ เช้าวันถัดมา ตื่นตี5.15 ฟ้าสว่างเร็วมาก รีบเก็บของวิ่งไปดูพระอาทิตย์ขึ้น ใส่ชุดนอนอยู่เร๊ยย
ใช้ระยะทางเดินไป 1.3 กม... ปรากฏว่า ไม่ทัน มันขึ้นไปแล้ว.. เทพเจ้าทินกร ไม่สนใจเลย แต่ไม่เป็นไร ช่างมัน ไม่แคร์ ขึ้นก็ขึ้นไป เราก็เดินทางจากมา หารถลงภูเรือ .. จะมีมั้ย.. ไม่มี นั่งอยู่สักพักมีรถใครไม่รู้จะลงภูเรือ ก็เลยเกาะเค้าลงไปด้วย สบายใจ ลงไปถึงจะนั่งรถสองแถวต่อไปอ.เมือง แต่ว่าตะกละ มัวแต่กินข้าวเช้าที่ตลาดภูเรือเลยไม่ทันรถ ขณะนั้นเวลา 8.30 รถไม่มี รถถัดไปตั้ง 10.30 -11.00 แน่ะ เราไม่รอ วิ่งไปข้างถนนโบกรถ ..ซึ่งมีข้าพเจ้าพยายามอยู่คนเดียว น้องไม่เล่นด้วย แต่พอโบกได้มันก็ขึ้นไปกับเรา (เอ๊ะ ..งง) คันแรกพาเราไปส่งตรงสามตม .. ไปไม่ถึงอ.เมือง แต่เค้าก็ใจดีมาก มีการแวะซื้อลิ้นจี่ให้ด้วย โอ้วว มายก๊อด.. ใจดีสุดริด พอลงจากคันที่แรกก็โบกกันต่อ คันต่อไปไปส่งเราถึงอ.เมืองเลย เราเลยเล่นโครงการ pass the love forward เอาลิ้นจี่ที่คันแรกให้มา เอามาให้คันที่2 ขอบคุณมากมายก่ายกอง ภูเรือทริป2สาวในครั้งนี้ ก็หนุกหนานไปตามสไตล์ ชิวๆดี
แต่พี่น้อง2คนไม่ค่อยคุยกันเท่าไหร่เพราะเหนื่อย และอิอายก็ไม่ค่อยสื่อสารไร ไม่ค่อยเข้าใจมัน ส่วนเราก็ขี้เกียจสื่อสารอะไรกับมัน 5555 งานนี้ขอบคุณรถทั้ง5คันที่ยอมให้2ศรีพี่น้องอย่างเราขึ้นไปด้วย
ประหยัดมากเลยทริปนี้ ภูมิใจ อิอิ ทริปนี้คงมอบประสบการณ์ดีๆให้น้องเราไว้บ้าง (มั้ง)
บางทีก็ดูงงๆไปบ้างสำหรับหลายคน ที่จู่ๆ2สาวก็กระโดดขึ้นรถชาวบ้านหรือนอนอยู่บนภูกัน2คน บางที... เราก็ยังเชื่อว่า.. คิดอะไรๆในแง่ดีบ้าง อะไรบ้าง ระแวงทุกคนบนโลกนี้มันไม่มีความสุขหรอกนะ.. เอ๊ะ รึเปล่า ** รูปในfotoนะ ขำดี
** ติดตามต่อตอนต่อไป ทริปเชียงคาน : หลวงพระบางประเทศไทย
4月2日 *important(adj.)สวัสดีสีดำมืดของท้องฟ้า ฉันเดินข้ามสะพานลอยแคบ
แสงสว่างไสวจากจอทีวีจอยักษ์หน้าห้างแสบตา .. ฉันหลบตา แต่เสียงเพลงดังก้อง .. ฉันหลบไม่พ้น หลายครั้งที่มักจะเดินเลยผ่านมันไป
แต่วันนี้
ฉันเดินลงสะพานลอย.. ยืนนิ่งอยู่หน้าจอยักษ์ขยับกระเป๋าถือแน่น เงยหน้าประสานตากับแสงหลายสี.. เงี่ยหูรับฟังเสียงเพลงก้อง.. เพลงนี้..
นั่นสินะ.. พลางคิด
"คำสำคัญ"
คนพลุกพล่านหน้าลานทีวียักษ์
ตรงนั้น มีเพียงฉันที่ยืนนิ่ง ห่างออกไป มีเธอที่ค่อยๆเดินเข้ามา ฉันละสายตาจากจอนั้นมาสบตาเธอ..ตาเธอที่เคยหลบ
ฉันหยุดฟังเสียงเพลงนั้น..มาฟังเสียงเธอที่เคยไม่อยากฟัง เธอยื่นมือมาให้ฉัน..เหมือนเคย
แต่แค่ฉัน ลืมไป และไม่เข้าใจ เพียงนึกว่ามันไม่เหมือนเดิม "บางทีคนเราเหมือนจะลืมมันไป
ว่าอะไรที่มีความหมายและสำคัญ" อย่าลืมนะ...คำสำคัญ
เลตีเซีย
3月22日 Last Camp10 วัน ณ โรงเรียนบ้านท่าทางเกวียน จ.ชัยภูมิ (บวกเตรียมค่ายอีก2วันล่ะกัน) ขออภัยล่วงหน้าหากท่านไม่เคยทำค่ายอาสาเพราะอ่านแล้วก็คงไม่เข้าใจเท่าไหร่
อยากบอกว่าาา ....
ค่ายอักษรนี้เป็นค่ายที่.. ดีมาก ดีมากที่สุดตั้งแต่ทำมา เราว่าหลายอย่างที่ค่ายนี้เป็น มันเป็นอย่างที่เราอยากให้เป็น อยากให้ชาวค่ายได้แบบนี้แหละ อยากให้น้องๆในโรงเรียนได้แบบนี้ อยากให้ชาวบ้านได้แบบนี้ ...นี่แหละที่ต้องการ สำหรับน้องๆในโรงเรียน
แม้ว่าจะซนจะดื้อจนต้องจำลองห้องเชียร์ว๊ากไปหลายครั้ง (ซึ่งข้าพเจ้าว๊ากเอง55) ตั้งแต่วันที่ว๊ากเรื่องล้างจาน จนกระทั่งวันกีฬาสีวันนั้นที่ทำให้น้องหลายคนเสียน้ำตา เรารู้สึกว่าน้องคิดและได้อะไรกลับไป เพราะพวกเขาคิดเป็นและไม่ได้ทำหน้านิ่ง หน้าเอ๋อน่ะ ที่ค่ายนี้แอบมีว๊ากทั้งๆที่ค่ายอื่นๆไม่มี เพราะค่ายนี้เราไม่ได้มาให้ๆๆ แจกๆๆของ
และทำตัวใจดีเป็นนางฟ้าตลอดเวลา พวกเราไม่แคร์ว่าเด็กจะเป็นแค่เด็กประถมหรืออนุบาล เราทุกคนรู้สึกว่าน้องคิดได้ คิดเป็น เลยไม่พูดจาหลอกเด็ก แต่พูดจากันอย่างตรงไปตรงมา บางทีก็เป็นปรัชญาอีกต่างหาก เอ๊ะ จริงๆเรียกว่าว๊ากคงไม่ถูก เพราะเราใช้เหตุผลและพูดจาดีๆ ฮาฮ่า รู้มั้ยว่าสิ่งที่พวกเราทำ.. พวกเราเห็นพ้องกันว่า
น้องหลายคนมีพัฒนาการที่ดีขึ้น อย่างน้อยก็เรื่องล้างจานแหละ จริงๆปัญหาคือ เด็กที่ไม่ยอมล้างคือเด็กที่เล็กมาก ล้างไม่ค่อยเป็น แต่ถัดจากวันนั้น ก็กลายเป็นว่าเด็กโตก็รับผิดชอบแทนน้อง ล้างให้กัน.. ประทับใจเนอะ อืมแล้วเรื่อง เด็กหลายคนที่เป็นปัญหา ก็ฟังกันและเข้าใจกันมากขึ้น
วันเกือบสุดท้ายเราได้ไปส่งน้องวุฒิที่เป็นออทิสติกเกือบถึงบ้าน วันนั้นเพิ่งรู้ว่าแม่น้องวุฒิทิ้งน้องไป และบ้านก็มีพี่น้องหลายคน.. น่าสงสารอะ เรารู้สึกว่าการลงไปเดินดูและส่งน้องในหมู่บ้านทำให้เข้าใจอะไรๆมากขึ้น น้องไม่ได้เป็นเด็กสปอยด์ถึงได้ดื้อ แต่น้องเค้ามีปัญหาจริงๆ ค่ายนี้ไม่ค่อยได้ให้ชาวค่ายลงไปส่งเด็กเนอะ งั้นฝากค่ายหน้าด้วยล่ะกัน สำหรับชาวบ้าน
ตามที่วันนั้นแป้งเล่าให้ฟังนั่นแหละ ที่เราไปทำค่าย รู้มั้ยว่าทุกคนในหมู่บ้านดีใจมาก ไม่ได้ดีใจที่เราเอาของมาแจกนะ แต่พวกเค้าดีใจที่ลูกหลานเค้าได้เรียนหนังสือเสียที อย่างที่รู้ๆกันอะนะ ระบบการศึกษา.. ฮาฮ่า ไว้เม้าท์ทีหลัง แล้วก็เรื่องปั้มน้ำแหละ จริงๆหมู่บ้านนี้ค่อนข้างขาดแคลนน้ำ แต่พอเราไป ก็บังเอิญมีเส้นสายนิดนึง ก็เลยได้ปั้มน้ำ ชาวบ้านก็ได้น้ำใช้กัน(รวมถึงพวกเราด้วย อิอิ) รู้มั้ยว่า จริงๆนี้มันหน้าแล้งใช่มะ ..แต่ช่วงที่เราไปมันบังเอิญที่ฝนตกพอดี วันสุดท้ายที่ไปทำบุญที่วัดกัน ชาวบ้านเค้าเชื่อว่า ที่เรามาทำให้ฝนตก หมู่บ้านไม่แล้ง.. คือ มันก็ความเชื่ออะนะ แต่เขาก็เชื่ออย่างนี้ เล่าให้ฟัง สำหรับชาวค่าย
อย่างที่เคยพูดไปแล้ว ว่าชาวค่ายคงได้อะไรๆกลับไปไม่น้อยกับค่ายนี้ อย่างน้อยก็ได้เห็นชีวิตจริงๆของเด็กๆ ความจริงของระบบการศึกษา อาจารย์รร.บางคนนิสัยเสีย การอยู่ได้โดยไม่มีเทคโนโลยีหรือเครื่องอำนวยความสะดวกบางอย่าง การอยู่ได้โดยไม่สระผมหลายๆวัน (12 วัน เราสระไป3ครั้ง ฮาฮ่า) อีกอย่าง เราชอบให้ค่ายมีชาวค่ายแบบนี้ ทุกคนผ่านการqualifyมาแล้วเรียบร้อย แม้คนจะไม่มาก แต่ก็ไม่ได้น้อยจนเกินไป.. อยากบอกว่าวันที่สำนักนิสิตฯมาเยี่ยมค่ายเรา แล้วช่วงนั้นที่เราสอนกันแค่คนเดียวต่อห้อง เขาบอกว่า ..ค่ายพวกคุณนี้มีประสิทธิภาพดีนะ.. งานที่พวกเราทำ ไม่ใช่มุ่งจะทำอะไรแค่อย่าง2อย่าง แต่เราทำกันเยอะและบางอย่างก็ทำพร้อมๆกัน ตั้งแต่ห้องสมุด ทำอาหารเลี้ยงข้าวเด็ก ออกเยี่ยมชาวบ้าน อนามัย give me บ้านดิน และอีกมากมาย ด้วยชาวค่ายเท่านี้ 20 นิดๆกว่าๆเนี่ย กลับทำออกมาได้หมด ..ยกนิ้วให้ เยี่ยมที่สุด และสิ่งที่ชอบมากคือ ทุกคนช่วยกันทำงานจริงๆ แต่ในขณะเดียวกันก็ขำและเฮฮากันตลอดเวลา แล้วก็ชอบอย่างที่น้องค่ายคนนึงบอกว่า ..อยู่ที่นี่ไม่ได้รู้สึกแปลกแยกเลย.. และทุกคนก็มีท่า อุ อา อา อุ ฮาฮ่า คือ.. ไม่สามารถเล่าให้ฟังได้หมดว่าทั้งค่ายเราขำอะไรกันบ้าง แต่เราขำกันตลอด ขำกันทั้งวัน คงไม่มีค่ายไหนที่ตอนบายศรี เปิดเพลงเจ้าแม่กวนอิมแทนดีดกีต้าร์หรูๆ และบายเนียร์ที่เราเต้น "ไม่ดีหรอกเกรงใจ"กัน และจบด้วย match ตุ๊กแก united VSชาวค่าย ซิตี้ แล้วคงไม่มีค่ายไหนที่วิ่งหนีตุ๊กแกกันและนั่งประชุมกันตรงกลาง เปิดเพลงเจ้าแม่กวนอิมกล่อมตุ๊กแกกัน หรือแย่งกันกินขนม ขนาดวิ่งกรูกันขนาดนี้.... ขำวะ เล่าไปก็ไม่หมด อิอิ สำหรับหลายๆคนที่มาเยี่ยม
เราชอบค่ายนี้อีกอย่างคือ คนที่มาเยี่ยม ตั้งแต่พี่ค่ายเก่ายันอาจารย์และสำนักนิสิตสัมพันธ์ ทุกคนทำให้ค่าย เป็น ค่ายที่เหนียวแน่นและรักกัน และนี้ก็เป็นค่ายแรกที่พวกเราวางแผนแกล้งพี่เก่า ค่ายแรกที่พี่เก่ามาทำอาหารเช้าและปลุกเรา1วัน ค่ายที่อาจารย์อุตส่าห์ออกมาจากกรุงเทพฯตั้งแต่กลางคืน นั่งรถ4-5ชม.เพื่อมาเยี่ยมเราแค่แป๊บเดียว ค่ายแรกที่นิสิตสัมพันธ์มาดู แล้วตอนขากลับที่เราบอกว่าขอบคุณที่มาเยี่ยม แต่เขากลับบอกว่า ผมต่างหากที่ต้องขอบคุณพวกคุณที่ทำค่ายนี้ขึ้นมา แล้วก็ขอบคุณเป็นพิเศษสำหรับคุณพ่อคุณแม่หมูหวานที่ดูแลพวกเรามากๆ
ที่เราบอกว่าค่ายนี้คือค่ายที่ดีที่สุด มันไม่ใช่ว่าค่ายอื่นไม่ดีนะ
แต่เราพยายามในฐานะผอ.ค่ายที่เอาสิ่งที่ดีและไม่ดีหลายๆค่ายมาทำให้เป็นค่ายนี้ ค่ายปี1 เราไม่ชอบประชุมเยอะๆ แต่ค่ายนั้นเราชอบความสัมพันธ์พี่ค่ายกับเด็กในรร.และสันฯกับน้อง
ค่ายปี2 ถูกประเมินว่าชาวค่ายไม่ค่อยช่วยกันในสวัสและประชุมเยอะแยะ แต่เราชอบที่คนน้อยและสนิทกันดี ค่ายวิดยา เราไม่ชอบที่มียุง ฮาฮ่า แต่เราชอบที่ได้ออกสพช.มากๆ ค่ายปี3 เราไม่ชอบที่แตกแยกกันนิดหน่อย โครงศึกษาและนอนดึกมากๆอย่างไม่มีอะไรดีกับวันถัดมา แต่เราก็ชอบสพช.และโครงงานมากๆ ค่ายทุกค่ายเราไม่ชอบที่ทุกคนมาประเมินกันตอนจบและไม่เกิดประโยชน์อะไรกับค่ายอีก และไม่ชอบที่มาถึงค่ายแล้วเฮดคิดงานฝ่ายเดียว ค่ายสุดท้าย ก็เลยเป็นค่ายอย่างที่เห็น ประเมินกันวันต่อวัน ประชุมค่าย คือประชุมเฮด
ทุกคนมีส่วนร่วมในค่ายร่วมกัน และอยากบอกว่าประชุมเฮดค่ายนี้คือ คุยกันว่าพรุ่งนี้ใครตื่นมาช่วยสวัสและใครออกไปโครงชาวบ้าน555 แค่นี้จริงๆ ค่ายเลยเป็นแบบนี้แหละ.... ทุกคนทำด้วยกัน ขนาดที่พี่เอ๋และพี่แอนยังรู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของค่ายและประทับใจมากจริงๆ ที่ค่ายเป็นแบบนี้ ไม่ใช่เพราะเราหรือใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นเพราะทุกคน.. ทำให้ค่ายเป็นแบบนี้ จริงๆนะ ((อยากบอกว่าพี่เอ๋พี่แอนนี้ตัวแม่เล่นเกมคิลเลอร์เลยล่ะ หลายค่ายที่ผ่านมาเราไม่เคยเห็นบรรยากาศแบบนี้ ไม่เคยเห็นพี่แอนวิ่งหนีตุ๊กแก หรือวิ่งจากห้องสวัสมาห้องนอนเพื่อมาบอกว่าโจรอาละวาดให้ปกป้องพยาบาล ไม่เคยเห็นพี่เอ๋เขียนกระดานซ้อ7 อย่างจริงจังขนาดนี้ ฮาฮ่า)) สุดท้ายนี้ หลังเขียนมาเยอะมาก.. ดีใจกับประโยคที่ว่า "ค่ายนี้คือค่ายที่ดีและสนุกที่สุด.." ดีใจกว่าที่เราไม่ได้พูดคำนี้เป็นคนแรกและคนเดียว และจะดีใจมาก ที่ค่ายหน้าจะมีคนพูดแบบนี้อีก วันที่ประเมินค่าย มีชาวค่ายคนนึงพูดว่า "ค่ายนี้มันดีมาก จนรู้สึกกลัว.... กลัวว่า ค่ายหน้าจะไม่ดีเท่านี้" อยากบอกว่า.. ในฐานะรุ่นพี่ เราไว้ใจและเชื่อใจให้น้องทำต่อไปและคิดว่าน้องต้องทำได้ดีกว่านะ สู้ๆจ้า อ๋อ.. ขอบคุณสำหรับบายเนียร์ที่ตั้งใจทำให้ แม้จะผิดแผน ฮาฮ่า และพี่ๆก็ตั้งใจจับมือพวกเธอร้องเพลง"อย่าทำให้ฟ้าผิดหวัง" จริงๆ แม้จะร้องเต็มเสียงไม่ได้เพราะกลัวดราม่า ฮาฮ่า ขอบคุณที่วันนั้นฝนตก .. บรรยากาศมันได้จริงๆ เป็นการจบปี4ที่ดีมากและประทับมาก
สำหรับคนอื่นอาจจะดูที่เกรดว่าได้เกียรตินิยมรึเปล่า (ข้าพเจ้าก็ได้อะนะ แต่อันดับ2 เดี๋ยวหาว่าองุ่นเปรี้ยว)
แต่เกียรตินิยมมันเทียบไม่ได้กับสิ่งที่ได้จากมหาลัย
สิ่งที่ได้จากค่ายนี้ คณะนี้
ดีใจที่ไม่ใช่พวกที่บอกว่า จบแล้วได้กระดาษแค่แผ่นเดียว
เพราะได้มากกว่านั้นอย่างมากมายอะนะ
ดีใจอีกอย่างคือ ไม่ได้เรียนหรูๆอย่างเดียวแต่ก็ได้ทำงานให้ชาวบ้านบ้าง
"เกียรติภูมิจุฬา คือเกียรติแห่งการรับใช้ประชาชน"
2月25日 Trip to Sattahiip*อืม โอเค หลังจากที่พยายามแถเอางานขงงานเขียนมาทำเป็นอัพสป๊งสเปซไปได้พักใหญ่
ก็คงถึงเวลาที่ต้องมานั่งเขียนจริงๆซะที สเปซวันนี้ขออุทิศให้แก็งเพื่อนดาราสเปนล่ะกัน
ขอเขียนปัญญาอ่อนนะ 23-24 กุมภาพันธ์ 2009 Nuestro viaje a สัตหีบ!!!
วันที่23
เราก็เดินทางไปมหาลัยแต่เช้าค่า ไปเจอกับคุณติ๊ดตี่ก่อนแล้วก็กินข้าวกุ๊บกิ๊บกันตามประสาเพื่อนสาว
สักพัก แจ๊บก็โทรมาบอกว่าเสร็จธุระจากสถานทูตฝรั่งเศสแล้ว จากนั้นก็เลยพยายามโทรตามเพื่อนๆกัน
งานนี้แก็งเพื่อนดารา9คน ก็แบ่งรถออกเป็น2คัน เรา ติ๊ด เดือน มิ้งค์ ไปรถแป้ง ส่วน เฟียต แจ๊บ โบ๊ต ไปรถอูน ก็ขับรถกันอย่างกับแข่งรถมุ่งหน้าไปสัตหีบ ตอนแรกติ๊ดคาดการณ์ว่า น่าจะ3ชั่วโมงนะ นัดแนะกันว่าค่อยๆขับ เอาเข้าจริง ชม.กว่าก็ถึงพัทยาแล้ว เพราะรถแป้งไม่มีเบรค ฮาฮ่า พอไปถึงก็แวะกินข้าว ซึ่งติ๊ดบอกว่า เนี่ยอีก5นาทีถึงร้านอาหาร แต่เอาเข้าจริง นั่งหายใจไม่ถึง10 ที ก็ถึงร้านอาหารแล้ว แล้วก็ไปวัดญาณ ซึ่งติ๊ดเอาอีกแล้ว บอกว่าอีก20นาที นั่งแป๊บเดียว วัดญาณก็อยู่ตรงหน้า พวกเราเลยสรุปกันว่า ถ้าติ๊ดพูดว่ากี่นาที ให้หาร3ลงไป นั่นแหละ พอจบจากวัดญาณก็ไปไร่องุ่น ซึ่งอากาศร้อนมาก-มากที่สุด ไร่องุ่นสวยมากก็จริง แต่ก็ร้อนตับแล่บ ไม่รู้ว่าองุ่นพันธุ์ไหนกันที่ยังมีชีวิตอยู่ได้ในอากาศเช่นนี้ (ทำไมเขียนได้งี่เง่างี้) นั่นแหละ ถึงแม้อากาศจะร้อน จะลุกจะคลาน เหงื่อจะซาดกระเซ็น แก็งเพื่อนดาราก็ไม่หวั่น โพสท่าถ่ายรูปกันได้อย่างไม่เกรงกลัว จากนั้นก็ไปหาดทรายแก้ว หาดสวยมากๆๆๆ น้ำใสสุดๆ งานนี้มีเรา แจ๊บ ติ๊ดกระโดดลงน้ำกัน ซึ่ง อยากจะให้ทุกคนเห็นชุดลงทะเลแจ๊บมาก มันแบบว่าบ้านสุดๆ เสื้อยืดแบบเก่าๆ กับกางเกงยางยืดที่จ้องจะหลุดตลอดเวลา ใครเค้าใส่กางเกงยางยืดลงน้ำบ้างคร้าบบ ส่วนติ๊ด ตอนแรกก็ทำเป็นฟอร์ม.. ช้านลงน้ำครึ่งตัวพอ แต่เดินไปเดินมา ด้วยความที่มันตัวยาว (สันหลังยาว) ครึ่งตัวของมัน เสื้อก็เลยเปียกไปครึ่งนึง ทุกคนเลยลงความเห็นว่า ..ลงไปเหอะ! ส่วนเพื่อนสาวคนอื่นที่ไม่ลงน้ำก็เล่นโยนหิน โยนทรายใส่พวกที่ลงน้ำ..เลวนี่ ไม่ก็เก็กถ่ายรูปกัน อย่างกับถ่าย Vogue spain อะไรยังไง พอจบจากหาดทรายแก้วก็ขับรถต่อเข้าบ้านพักซึ่งเป็นบ้านคุณพ่อของติ๊ดตี่ อาบน้งอาบน้ำแล้วก็ออกไปกินข้าวกันที่หาด น.ย. พอเดินเข้าไป... โห ..ทหารชาติชายนั่งกันอยู่ตรึมเลยทีเดียว มีแต่ทหารเรือตัวดำเมี่ยมทั้งนั้น แต่พวกเราก็ไม่หวั่น สั่งอาหารเยอะกว่าโต๊ะทหารซะอีก จบมื้ออาหารก็กลับบ้าน แต่ไฮไลท์อยู่ตรงนี้ล่ะค่า.. ขณะที่กำลังแล่นรถอยู่ในค่ายทหาร แป้งก็ปรับไฟเป็นไฟธรรมดา(ตอนแรกไฟสูงเพราะว่ามันมืดมาก) แป้งบอกว่า ชั้นเหมือนเห็นอะไรไหวๆเหมือนจักรยานอยู่ข้างหน้า แต่พอขับเข้าใกล้ มันไม่ใช่จักรยานค่า แต่มันเป็นทหารชาย2คนเดินกันในความมืด ขณะที่กำลังแล่นรถเข้าใกล้ มือของทหารชายนายนึงก็โอบเอวทหารอีกนาย พวกเราก็นึกว่า โอเค ขำๆน่าเป็นเพื่อนทหารสู้เพื่อชาติร่วมกัน สักพัก .. มันชักจะไม่ใช่ค่าา.. เพราะมือมันเริ่มเลื้อยต่ำ ... ต่ำ .. จังหวะนี้ในรถพวกเราก็ตื่นเต้นกันมาก แต่มันก็ชั่ววินาที จ้องทหาร2คนกันใหญ่ มือนั่นก็เลื่อนลงมาจนถึง butt ของทหารอีกนาย ... พวกเรายังใจเย็น.. นึกว่าเพื่อนกันน่าแปะๆก้นกันขำๆ แต่มันไม่แปะสิค่ะ ... มันขย้ำ his butt เต็มๆเลยค่า จังหวะที่มือขย้ำ พวกเราก็กรี๊ดดดดด กรี๊ดดดด และกรี๊ดดด แบบวีดร้องลั่นรถเลยค่า โอ้วว นึกไม่ถึงว่าจะได้เห็นอะไรแบบนี้ พอจังหวะที่ต้องออกจากค่ายแล้วแลกบัตร ด้วยความที่มีรถ2คัน เดือนถึงกับกระโดดออกจากรถไปเม้าท์กับรถคันหลัง แต่ยังไม่ทันได้คุยอะไรกันค่า เหมือนว่าจะรู้กัน เห็นหน้ากันก็กรี๊ดๆใส่กัน แบบว่า ..แกเห็นมั้ยๆ ชั้นเห็นๆ .. โอเค เอาเป็นว่าภาพนั้นยังติดตาอยู่เลยค่า พอกลับถึงบ้านก็นั่งเล่น ดู เอสเอ็มคอนอะไรกันไป
แล้วเราก็ทำเซอร์ไพรสมอบของที่ระลึกทริปสัตหีบให้แต่ละคน.. หวังว่าจะถูกใจนะ ฮาฮ่า คืนนั้นพวกเราก็ยัดตัวลงไปใน1ห้อง 9 ชีวิต บนเตียง4 ข้างล่าง5 นอนติดกันแบบนัวเนียชิดใกล้ ขยับ1คน ทุกคนขยับตามกันเป็นโดมิโน นอนเกร็งกันอย่างแรง ฮาฮ่า 24 ก.พ. 2009
วันนี้ก็ไม่ค่อยมีไร ตื่นมาคุณแม่ติ๊ดก็ซื้อปูมานึ่งให้ อร่อยมากๆค่าคุณแม่ แล้วก็ออกไปแวะเอ้าเล็ทๆ ละก็ตลาดหนองมน แล้วก็กลับค่า ถึงคณะทุกคนยังสอบอยู่เลย ฮาฮ่า เขียนไรค่ะเนี่ย เป็นไดอารี่เด็กประถมเลยทีเดียว
แต่ก็โอ้วว สนุกจริงๆนะคะทริปนี้ เริ่ดๆค่า เพื่อนดารา ฮาฮ่า งานนี้ต้องขอบคุณติ๊ดตี่และครอบครัวมากค่า
คุณแม่ติ๊ดใจดี๊ใจดี เลิฟๆ 1月12日 *eliminarElaboremos… Para que todas las almas se bailen. Para que todas las vidas se alegren. Para que todas las mentes se canten. Para que todas juntas estén.
มาร่วมมือกัน... เพื่อให้จิต วิญญาณดวง ร่วมระบำ เพื่อร่วมทำ ทุกชีวิต จิตเบิกบาน เพื่อความคิด ทุกสิ่งอัน ร่วมขับขาน เพื่อพบพาน สรรพสิ่ง อยู่ร่วมกัน
una sociedad en paz (สังคมสันติสุข)
Para mí, elijo el verbo ¨eliminar¨. Para construir una sociedad en paz, primero debemos eliminar algo malo. En primer lugar, no sabía que son los malos por eso pregunté a mis amigos y me respondieron que debemos eliminar el malentendido, la discriminación cultural, el egoísmo, la pobreza y el nacionalismo. Pero ¿Qué son estos? creo que estos son muy lejos de mi vida y no sé como eliminarlos ni como explicar a todos. Por eso después de pensar profundamente otra vez, creo que de todos modos no podemos eliminar algo díficil ni algo de otras personas, solamente podemos eliminar algo malo de nuestras vidas . Empezamos a eliminar... สำหรับฉัน ฉันเลือกคำกริยาคำว่า “ลบ” ที่เป็นเช่นนั้นเพราะว่าปัจจัยในการสร้างสังคมสันติสุขนั้น ก่อนอื่นพวกเราต้องลบบางอย่างที่แย่ๆออกไปเสียก่อน ตอนแรกฉันไม่รู้ว่าสิ่งที่เขาเรียกว่าเป็นสิ่งแย่ๆนั้นคืออะไรบ้าง ฉันจึงถามเพื่อนๆของฉันได้ความว่า พวกเราควรลบสิ่งดังต่อไปนี้ ได้แก่ ความเข้าใจผิด การเหยียดทางวัฒนธรรม ความเห็นแก่ตัว ความแร้นแค้น รวมถึงลัทธิชาตินิยม แต่ปัญหาคือ สิ่งต่างๆที่กล่าวมาข้างต้นคืออะไรกันเล่า ฉันคิดว่าสิ่งเหล่านั้นล้วนแต่ห่างไกลจากตัวฉันเหลือเกิน อีกอย่าง ฉันก็ไม่รู้ว่าจะลบมันหรืออธิบายมันออกเป็นคำพูดได้อย่างไร ดังนั้น หลังจากที่ได้ไตร่ตรองอย่างละเอียดอีกครั้ง ฉันคิดว่า ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม พวกเราคงไม่สามารถลบเรื่องยากๆและเรื่องที่เป็นของผู้อื่นออกไปได้ เราทำได้เพียงแค่ลบบางอย่างในตัวเราออกไปเท่านั้น มาเริ่มลบ... 1. Nuestras bocas que siempre moven y hablan de los malos de otros - ปากของพวกเราที่เอาแต่ขยับ พร่ำพูดแต่เรื่องแย่ๆของผู้อื่น 2. Nuestros pies que siempre invaden los espacios de otros - ขาของพวกเราที่เอาแต่ล่วงล้ำพื้นที่ของผู้อื่น 3. Nuestras orejas que siempre ignoran y no escuchan las ideas de otros - หูของพวกเราที่เอาแต่นิ่งเฉย ไม่ฟังความคิดเห็นของผู้อื่น 4. Nuestras manos que siempre solamente se abrazan y no echan una mano a otros. - มือของพวกเราที่เอาแต่กุมกันอยู่และไม่ยอมยื่นออกไปช่วยเหลือผู้อื่น 5. Nuestros cerebros que siempre piensan de nosotros mismos - สมองของพวกเราที่เอาแต่คิดเรื่องของตนเองเท่านั้น 6. Nuestros ojos que siempre ven solamente las culpas de otros - ตาของพวกเราที่เอาแต่จับผิดผู้อื่น 7. Nuestros dedos índices que siempre ordenan - นิ้วชี้ของพวกเราที่เอาแต่ชี้สั่ง 8. Nuestras lenguas que siempre están fueras - ลิ้นของพวกเราที่เอาแต่แล่บออกมาด้านนอก 9. Nuestras cabezas que siempre se levantan en vertical ,no expresan la humilidad. - ศีรษะของพวกเราที่เอาแต่ตั้งตรง ไม่ยอมอ่อนน้อม 10. Nuestras corazones que siempre cierren - จิตใจของพวกเราที่เอาแต่ปิดกั้น Al final, aunque se dice que el mundo ahora es como un disastre totalmente, todavía quiero creer que todas las cosas buenas puedan ocurrir y podamos crear una sociedad en paz empezando con eliminar... สุดท้ายนี้ แม้ว่าใครต่อใครจะกล่าวว่าโลกยุคปัจจุบันเปรียบได้กับหายนะ แต่ฉันก็ยังอยากที่จะคิดว่าสิ่งดีๆจะเกิดขึ้นได้และพวกเราจะสามารถสร้างสังคมสันติสุขได้เพียงเริ่มตนจากการ “ลบ”...
Leticia 484 00085 22 เขียนและแปล
12月23日 Demasiado frío?*หนาวไป?
กลับมองสิ่งใดที่เคยผ่านไป เหมือนสุขใจที่ยังคงอยู่ รื่นรมย์เราสองเคียงคู่ แต่ลมผ่านเรารู้ไร้ความรู้สึกเดิม
ลมหนาวผ่านเช่นดังวันเก่า สองใจเรามองกระพริบปริบ สิ่งใดขาดไปได้แต่เพียงคิด เพียงมอง เพียงสบตา รักเรายังคงหวาน รักเรายังคงเพ้อ รักเรายังคงฝันดังวันเก่า เธอของเรายังคงรักเราของเธอเสมอ มิมีใครอื่นที่พบเจอ มาเปลี่ยนละเมอ หวานเพ้อที่สร้างมาร่วมกัน แต่ลมที่รายล้อม กลับเพียรบอกว่าเราจบ สิ่งละเมอเพ้อพบ รักเธอผ่าน รักเธอจบ รักเราหมดลง เพียงคิด เพียงสร้าง เพียงแต่ง เพียงบังคับให้เดินเส้นทางเก่า เดินร่วมทางเดิมสองเรา แต่ไร้เงา ไร้จิต ไร้วิญญาณ... Demasiado frío?
Vuelvo a ver lo que ha pasado. Parece que me pongo alegre con mi memoria de que estábamos justos felizmente aquí.
Pero el viento sabe que no quedamos nuestro mismo sentimiento.
El viento vola como siempre. Nuestras corazones se miran. ¿Cual es el que nos falta ..? solamente podemos pensar ,vernos y mirarnos. Nuestro amor es dulce como siempre. Nuestro amor es de fantasia como siempre.
Nuestro amor es de sueño como siempre.
Tu me amas como siempre.
Nadie que hemos encontrado puede cambiar nuestros ensueño y dulzura que hemos hecho juntos.
Pero el viento me dice que vamos al fin. Tu amor se va ,Tu amor no existe ya ..No quedamos nuestro amor. Solamente yo pienso, construyo, compongo y me obligo a mi misma a caminar por el camino viejo... caminar por nuestro camino mismo pero sin sombra ,sin amor ,sin alma.....
ก่อนหน้าหนาวจะผ่านไป ... เขียนวันนี้ เวลานี้
(ห้ามด่าค่า ฮาฮ่า) 12月6日 *Fish in the RainFish in the Rain
เรื่องของปลาในสายฝน
เรื่องของพวกเราเกิดขึ้นในสายฝน
ตั้งแต่ที่พวกเราจำความได้ พวกเราก็เป็นปลาตัวเล็กๆที่อาศัยอยู่ในเม็ดฝน พวกเราหยอกล้อ เล่นกันในสายฝนนั้น พวกเราไม่รู้ว่ากำลังจะไปที่ไหน แต่สายฝนที่พวกเราอยู่มันดิ่งลงไปด้านล่างตลอดเวลา ว่ากันว่า...ที่ๆพวกเราจะไปเป็นแหล่งน้ำกว้างๆที่เรียกกว่า มหาสมุทร ที่นั่นกว้างกว่าเม็ดฝนที่เราอยู่เสียอีก แถมมีอาหารมากมาย พวกเราจึงตั้งหน้าตั้งตารอวันที่จะไปให้ถึงมหาสุทรนั้น จะได้มีที่กว้างๆว่ายน้ำให้สบายใจสักที และไม่ต้องคอยกังวลว่าเราจะหลุดออกไปจากเม็ดฝนอันแสนบอบบางนี้ เวลาผ่านไป
พวกเรายังคงอยู่ในเม็ดฝน จากปลาตัวเล็กๆก็เติบโตเป็นปลาตัวใหญ่ เม็ดฝนใหญ่ๆก็กลับเล็กลงไปถนัดตา จากที่เรามีที่ให้ว่ายน้ำเล่น ตอนนี้กลับไม่มี จากที่เราเคยหยอกล้อเล่นกัน กลับทะเลาะกัน เพราะแต่ละตัวต่างก็โทษกันว่าคนโน้นกินที่ คนนี้กินที่ อยู่มาวันหนึ่ง
เหล่าปลาต่างก็หารือกัน มีปลาตัวหนึ่งพูดขึ้นมาว่า "เราต้องไล่ปลาบางตัวออกไป เพื่อให้ปลาส่วนใหญ่อยู่รอด" ปลาทั้งหมดมองหน้ากันตาแป๋ว พยักหน้าเห็นด้วย แต่ใครกันเล่าที่จะเสียสละออกไปจากเม็ดฝนนี้ ปลาตัวหนึ่งตะโกนว่า "เอาปลาตัวที่อ่อนแอที่สุดออกไป เพราะถึงแม้จะไปถึงมหาสมุทร มันก็ต้องตายอยู่ดี" ปลาอ่อนแอไม่เห็นด้วยบอกให้เอาปลาเกเรออกไป เพราะลงไปแล้วก็ไปรังแกปลาตัวอื่น ปลาเกเรสวนทันควันให้เอาปลาขี้เกียจออกไปเพราะไม่มีปะโยชน์ ส่วนปลาขี้เกียจก็บอกให้เอาปลาหน้าตาน่าเกลียดออกไปเพราะไม่ชอบ ปลาหน้าตาน่าเกลียดบอกให้เอาปลาโง่ออกไปเพราะโง่ ปลาโง่บอกให้เอาปลาขี้ลืมออกไปเพราะขี้ลืม ปลาขี้ลืมบอกให้เอาปลาตัวเหม็นออกไปเพราะเหม็น ปลาทั้งหมดต่างก็ทะเลาะ
ไม่มีใครฟังใคร พวกมันสะบัดน้ำใส่กัน เอาหางฟาดกันไปมา จนกระทั่ง... เม็ดฝนที่เหล่าปลาอยู่ร่วมกันมายาวนานก็แตกออก ปลาทั้งหมดลอยกระจัดกระจายไปในท้องฟ้า ขณะที่พวกมันลอยอยู่นั้น
พวกมันมองหน้ากัน.... แต่ก็ไม่มีประโยชน์อะไร
ไม่มีปลาตัวใดได้สัมผัสผืนน้ำด้านล่าง... สักตัวเดียว
เขียนเมื่อวันที่ 16 ก.ย.2551 ขณะฝนตก 10月7日 1st week in Hanoi*โอล่า ทุกคนค่า
ตอนนี้อยู่ฮานอยมาอาทิตย์นึงแล้ว สุขสบายดีไม่มีโรคภัย
นั่งกินโยเกิร์ตเฉลี่ยวันล่ะ 3-4 ถ้วย เพราะเป็นอาหารที่กินได้ที่สุด หนมปังในเบเกอรี่รสชาติก็หนมปังเลี้ยงปลาบ้านเรา.. ได้อีก อิอิ ตอนนี้ก็ประทังชีวิตด้วยคอนเฟร็กกับโยเกิร์ต และนมซึ่งได้ข่าวว่าเด็กตายเพราะนมจากจีนไปกันเยอะใช่มั้ยค่ะ อันนี้นมเวียดนามคะ ไม่รู้จะเป็นอะไรรึเปล่า วันก่อนก็เห็นกระดาษอะไรไม่ทราบแปะอยู่หน้าเคาว์เตอร์ขายนม แต่เป็นภาษาเวียดนาม งานนี้เลยไม่ทราบว่าตัวเองปลอดภัยจากผลิตภัณฑ์นมหรือไม่ อันนี้ต้องลุ้นต่อไป อันนี้สำหรับคนไม่ทราบนะคะ ว่าติวมาอยู่ที่ฮานอยทำไม
คืองี้ค่ะ มันเป็นโครงการแลกเปลี่ยนค่ะ มาเรียนภาษาสเปนซึ่งเค้าว่ากันว่าดีนักหนาในวันหยุดค่ะ ภาษาสเปนที่นี่เข้มข้นมากมาย ทำเอาเครียดเลยค่ะ เพื่อนบางคนเครียดจัดหลับไปเลยทีเดียว ฮาฮ่า อันนี้ล้อเล่นค่ะ คือ เด็กที่นี่พูดกันเก๊งเก่ง ปีสองก็คุยสเปนไฟแล่บแล้วค่ะ เม้าท์กับพวกเราปีสามปีสี่กระจายเลยทีเดียว ส่วนปีสี่เหรอค่ะ โห.. ไม่ต้องพูดถึงค่ะ เอาเป็นว่า บางคนก็ไปแลกเปลี่ยนกันมาแล้ว พูดราวกับเนทีฟทีเดียว ซึ่งบางทีติวก็ฟังไม่ออก ฮาฮ่า แบบ Como? Como? งงเลยค่ะงานนี้ แถมพูดจาเบากันมากๆเลยค่ะ ผู้ดี๊ผู้ดี ปีสองปีสามนี่เสียงดังมากมาย แตกต่างกันมากเลยค่ะ อย่างไรก็ตาม ก็จะพยายามฟังปีสี่ให้ออกค่ะ จะบอกให้มันตะโกนใส่หูเลยค่ะ คราวหน้า หนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมา ก็ไปเที่ยวกันกระจายเลยค่ะ ไปโฮงเกี๋ยมสามรอบได้แล้ว แล้วก็เที่ยวๆๆๆกลับบ้านกันดีกดื่นทุกวัน
แถมบางวันมีเรียนเช้าค่ะ เจ็ดโมงเด็กที่นี่ก็ไปเรียนกันแล้วค่ะ เริ่ดมาก แต่สำหรับพวกเรานี้ขุดกันออกจากเตียง แทบแย่ค่ะ พอมาถึงก็เจอสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กันที่ลิฟท์ค่ะ แย่งกันขึ้นค่ะ วันแรกๆพวกเราก็มารยาทดีค่ะ แต่ต่อมาก็เริ่มเรียนรู้ค่ะ ว่าคนอ่อนแอไม่ได้ขึ้นลิฟท์ เหมือนอย่างทฤษฏีชาล ดาร์วินเลยค่ะ เรียนเสร็จ กินข้าวเที่ยง ถ้าตัดสินใจกินที่โรงอาหารซึ่งถูกมากค่ะ ติวกินก็ประมาณ 16 บาทเอง ซึ่งหาไม่ได้อีกแล้วในกรุงเทพ
ก็เป็นสงครามอีกแล้วค่ะ แย่งอาหารกัน ไม่มีแถว ไม่ต้องเข้าแถว เบียดๆเข้าไป งานนี้มีเครียดค่ะ กว่าดิฉันจะทำไม้ทำมือให้เจ้ตัดข้าวตัดข้าวให้ได้นี้ แทบแย่ค่ะ อยู่ที่นี่ ใครอ่อนแอต้องตายไปจริงๆค่ะ ขอบอก ตอนเย็น แล้วแต่วันว่าจะไปไหน ไปกับพวกเด็กเวียดนามที่เรียนสเปนบ้าง ไปกันเองบ้าง
เวลาตอนเย็นของเราจะเป็นเวลาของ เสือฉั่วเนบกั่ม ค่ะ มันคือข้าวแบบข้าวเหนียวดำกับโยเกิร์ต อร่อยมากมายค่ะ แล้วเมื่อวานตอนเย็นได้มีโอกาสไปกินสปาเก็ตตี้ที่เปบเปอร์โรนี่พิซซ่าค่ะ ร้านนี้มีสาขาที่ฮ่องกงด้วยค่ะ สั่งสปาฯทูน่าซอสมะเขือเทศค่ะ อร่อยมากๆๆ หรือเป็นเพราะว่าเอียนอาหารเวียดนาม อันนี้ไม่ทราบได้ค่ะ พอขากลับจากเปบเปอร์โรนี่ ต้องขึ้นรถเมล์ใช่มั้ยค่ะ สายสองขึ้นไปถึงหอพักค่ะ ขึ้นไปก็สบตากับกระเป๋ารถเมล์ที่พวกเราเคยเจอแล้วค่ะ
แต่วันนี้แตกต่างไปค่ะ เพราะคนเยอะมากๆๆๆ งานนี้เกาะกลุ่มกันสุดฤทธิ์ เบียดแทบขาดใจ แถมคนขับรถมันก็เป็นบ้าค่ะ ขับราวกับรถเมล์เขียวเมืองไทยค่ะ เราสี่คนนี้แทบตายค่ะ ดิฉันก็กรี๊ดกร๊าดตลอดทางเลยทีเดียว หันไปเจอกระเป๋ารถเมล์ มันหัวเราะสะใจมากค่ะ เพราะมันรู้ค่ะว่าพวกเราไม่ใช่เวียดนามค่ะ
แล้วแถมเมื่อวานน้องโบเพิ่งซื้องอบเวียดนามแบกขึ้นรถเมล์มาด้วย
จุดนี้... ตัวเองแทบจะเอาตัวไม่รอด แต่งอบเวียดนามสำคัญกว่าค่ะ ชูมันขึ้นเหนือหัวเลยค่ะ
สุดท้ายมาถึงมหาลัยโดยสวัสดิภาพ โอ้.. ฮานอย บ้านเมืองนี้มันเข้าใจย๊ากยากค่ะ อ๋อ ตอนนี้ได้ภาษาเวียดนามบางคำแล้วค่ะ ไปซื้อของได้สบายมาก ถามราคาได้ ฟังเลขออก เดาได้แล้วค่ะ
แล้วก็อยู่ที่หอพักนี้ คนดูแลพูดอังกิดไม่ได้ค่ะ เขาก็เม้าท์เวียดนาม.. งานนี้ฟังไม่ออกค่ะ พูดไทยกลับลูกเดียว แล้วมันจะรู้เรื่องมั้ยค่ะเนี่ย....ไม่ก็บอกว่า ไม่เข้าใจ หรือว่า ไม่รู้ภาษาเวียดนาม เป็นภาษาเวียดนามกลับค่ะ วันไหนเพื่อนเวียดสอนคำใหม่ๆมา จะกลับมาพูดกับคนดูแลบ้านค่ะ ถ้าเขาฟังออกติวจะดีใจมากค่ะ หอพักที่พักอยู่เป็นหอพักที่เด็กต่างชาติที่มาเรียนภาษาเวียดนามพักกัน ถือว่าดีทีเดียว สะดวกสบายมากมายค่ะ คนทำความสะอาดพวกเราจะเรียกกันว่า แดบลั๋มค่ะ แปลว่า สวย เขาก็ยิ้มใหญ่เลยค่ะ ปกติเขาบอกว่าจะทำความสะอาดให้อาทิตย์ล่ะ 2 ครั้งใช่มั้ยค่ะ ตอนนี้อยู่มาอาทิตย์นึงแล้วค่ะ เข้ามาทำบ๊อยบ่อยค่ะ แดบลั๋มเนี่ย แถมเอาเงินที่เก็บได้ในห้องมาคืนอีกค่ะ ซื่อสัตย์ดีมากค่ะ แดบลั๋มๆ มาอยู่ที่นี่ มีแต่คนสนใจและต้องการตัวพวกเราค่ะ คุยกันกี่ภาษาแล้วก็ไม่รู้ค่ะ เด็กเวียดที่เรียนสเปนก็ต้องการตัวพวกเราค่ะ ต้องคุยภาษาสเปนเพื่อเอาตัวรอดค่ะ เพื่อนเวียดก็ต้องการเราค่ะ แต่พูดอังกิด เพื่อนที่หอพักเดียวกันเราก็รู้จักค่ะ เป็นคนไต้หวันกับญี่ปุ่น แต่ลืมญี่ปุ่นไปหมดแล้ว เจอกันทีจะค่อยๆขุดมาญี่ปุ่นวันละคำ แล้วที่เด็ดที่สุด คือ เด็กเวียดที่เรียนภาษาไทยค่ะ จุดนี้ฮามากมายค่ะ เขาใช้สรรพนาม คุณ กับพวกเราด้วยค่ะ แล้วก็พูดเป็นทางการมากค่ะ "หิวหรือยัง" เพื่อนดิฉันก็ตอกกลับไปเลยค่ะ "แอบหิวนิดหน่อย" งานนี้เวียดนามงงค่ะ หิวแล้วมันจะแอบทำไมค่าาาา แล้วก็เดินๆอยู่ ไปเจอสาวเวียดแต่งตัวแรง พวกเราก็ "โอ้วว ชีฟาดมากจ๋า" ขนาดคนไทยบางคนยังไม่รู้เลยค่ะว่าแปลว่าอะไร ใช้กันในหมู่เด็กอักษรค่ะ คำนี้ หมายความว่า ชี = she ฟาด หมายถึงแรงมาก แบบฟาดคนอื่นกระเด็นเลยทีเดียว จุดนี้เด็กๆเวียดนามเลยงงกันถ้วนหน้าค่ะ แต่ก็คงได้ศัพท์ใหม่ไปเย๊อะค่ะ ฮาฮ่า โอ้วว เขียนมายาวมากมาย จริงๆมีเรื่องเล่าอีกมากค่ะ แต่ก็คงต้องขอตัวแล้ว
เหน็บกินค่ะ ฮาฮ่า ก็เล่นเอาโน๊ตบุ๊คไว้บนกระเป๋าเดินทาง แล้วนั่งพื้นนี้ค่ะ
พยายามจะบอกให้เพื่อนๆเอาไปวางไว้บนโต๊ะ แต่มันก็ไม่ยอมกันค่ะ
บอกว่าไม่ได้อารมณ์ ... แต่เค้าว่านั่งพื้นเหน็บมันกินนี้คะ..
รูปอาทิตย์แรก อยู่ใน Hi5 ค่ะ ไปดูกันได้ ที่นี่สนุกจริงๆค่ะ แต่ก็คิดถึงเพื่อนๆที่เมืองไทยมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
ตอนนี้มีสองวิชาที่ย๊ากยาก คือ Fonetica กับ Sintaxisค่ะ
อยากตายค่ะ แต่ก็ไม่ได้อยากตายที่บ้านเมืองนี้ค่ะ
ต้องอยู่ให้รอด แล้วกลับไปตายที่บ้านค่ะ
อิอิ
ไว้จะมาเขียนใหม่ เวลาว่างๆนะคะ 9月22日 * recommended BooKเฮ้อ.. สอบเสร็จล่ะ เร็วดีจังนะ
วันที่ผ่านไปนับจากวันที่สอบเสร็จ ก็เอาแต่นอน นอนและนอน
นอนอ่านหนังสือนิยายเล่มนึง
เล่มนี้
"รักแรกของฉัน กับคดีพิลึกพิลั่นของเจ้าบ่าว"
หนังสือเล่มนี้ได้รับรางวัลแจ่มใส อะวอร์ดครั้งที่ 1
พิมพ์ครั้งแรก 6 พันเล่ม อยู่ในมือเรา1เล่ม
และหวังว่าจะอยู่ในมือคุณๆอีกคนละเล่ม... เนอะ
เฮ้.. นี่มันโฆษณาขายหนังสือนี่
ใช่.. เพราะหนังสือเล่มนี้พี่สาวเราเขียนเอง
ดังนั้น เพื่อความอยู่รอดของครอบครัว เลยต้องทำ
เหตุผล 5 ข้อที่คุณต้องมีหนังสือเล่มนี้
1. มันจะเป็นหนังสือสนพ.แจ่มใสเล่มแรกในบ้านของคุณ
(สนพ.ที่คุณไม่สามารถเบียดเสียดเด็กคอซองเข้าไปซื้อได้ในงานสัปดาห์หนังสือ)
2. มันจะก่อให้เกิดผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศระดับรากหญ้า
3. มันจะทำให้คนไทยอ่านหนังสือเกินปีล่ะ 6 บรรทัด
4. มันจะทำให้แม่ข้าพเจ้าดีใจ
5. แน่นอนว่า มันจะทำให้คุณอารมณ์ดี (เลิกคิดเรื่องการเมืองไปได้ครู่ใหญ่)
หากแม้นสวรรค์ทรงอนุญาตให้อ่านหนังสือเพียงเล่มเดียว..
..จงเลือกเล่มนี้เถิด
ชีวิตจะไม่ตายเปล่าแน่..
(โค้ดคำพูดนี่ ช่างคุ้น)
Anyway, นี่คือ หนังสือแนะนำ จากเรา
อย่าลืมซื้อ!
กกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
จะไปฮานอยเดือนนึงนะ เดี๋ยวกลับ
มีอะไรก็เมล์ทิ้งไว้ล่ะกัน บายๆ :)
8月17日 My princess*Entry วันนี้ ขอเหอะ
หลังจากไม่ได้อัพนานมาก อาจใช้ภาษาไม่เหมาะสม ขอพระราชทานอภัยโทษมา ณ ที่นี่
คือเรื่องมีอยู่ว่า เมื่อวันที่ 10 ก.ค. ที่ผ่านมา
เด็กจุฬาคงจะจำกันได้ว่าเป็นวันอะไร มันคือ วันรับปริญญาของลูกทักษิณ เอ๊ะ.. จะบอกเพื่อ นั่นแหละ และมันก็เป็นวันรับปริญญาของคนอื่นด้วย ...ใช่ วันนั้นฝนตก แม้ว่าจะส่งเด็กผู้หญิงคนเล็กเวอร์จิ้น2คนไปปักตะไคร้ แต่มันก็ยังจะตกอยู่ดี ในขณะที่หลายคนนอนอยู่บ้าน เพราะหยุด
ดิฉันมีภาระหน้าที่ต้องมามหาลัย มาขายน้ำหาตังค์เข้าค่ายซึ่งเหมือนเป็นอาชีพหลัก ในขณะที่ อาชีพนิสิต/นักศึกษาที่มักกรอกเป็นอาชีพรอง นั่นแหละ แต่เนื่องด้วยวันนั้นฝนตกพวกเราชาวค่ายเลยต้องขายอยู่ใต้ตึกบรม สินค้าก็มีเยอะแยะเท่านี้จะทำได้ อทิเช่น แซนด์วิช น้ำหวานต่างๆ ขนมชายขอบในตำนาน รวมไปถึงเสื้อค่ายและกางเกงเลค่าย ก็ขายไปชิวๆ คนก็เยอะๆเพราะว่าเขามาหลบฝนใต้ตึกกัน สักพัก
ก็มีชายหมวกทรงสูงคุ้นเคย พวกข้าราชบริพารในวัง (เขียนไงฟระ! ) เริ่มเดินเข้ามาเคลียร์ที่เคลียร์ทางขึ้นไปบนตึกบรม เราก็ ..เอ๊ะ เอาล่ะ ใครจะเสด็จมา สงสัยต้องเป็นสมเด็จพระเทพฯชัวร์ แต่ประหลาดใจนักเพราะปกติจะไม่เสด็จมาที่นี่วันรับปริญญา คนที่อยู่บริเวณนั้นก็เริ่มชุลมุนกันเล็กน้อย เพราะคนเยอะแถมตื่นเต้นรอรับเสด็จกัน และแล้วพระเทพฯก็เสด็จฯขึ้นตึกไป พวกไพร่สามัญได้แต่มาตามตาปริบๆ ไอ้เราก็แบบ... หันไปหาเพื่อนๆน้องๆด้วยความตื้นเต้นเหมือนไม่เคยรับเสด็จ แล้วก็โพล่งออกมาว่า "เฮ้ยยยย อยากถวายของพระเทพฯอะ..." ทำยังไงดี.. ชั่วชีวิตนี้ไม่เคยเลย ต้องขอสักครั้งในชีวิต และต้องเป็นช่วงที่เรียนอยู่ ไม่งั้นคงไม่มีโอกาสอีกต่อไป อยากมากมาย แต่อีกใจก็ดูจะหน้าด้านเกินไป ลังเลอยู่พักใหญ่ ทันใดนั้น เห็นชายใส่สูท4คนยืนอยู่เตรียมพานมาเช่นกัน แต่ไม่รู้ว่าเขาจะทูลเกล้าฯถวายอะไร เราก็ "เฮ้ย.... เขายังถวายกันเลยยย น้องเอินไปหยิบพานมา พี่จะถวายกางเกงเล!" (กางเกงเล............?? ก็คิดได้เนอะ คนเรา!!!!!!!!!) ด้วยความไวแสง น้องเอินก็กลับมาพร้อมกับพานทอง คิดว่าเป็นของฝ่ายศิลป์ฯ(ขอยืมหน่อยนะ) แล้วก็จัดแจงเอากางเกงเลค่าย2ตัวซึ่งอิฉันออกแบบเองใส่พาน จำได้เลยว่า สีเหลืองสกรีนม่วงและสีเขียวสกรีนม่วง พร้อมกับเสียงห้ามปรามแบบ "จะเอาจริงเหรอ ติว ..." ประมาณล้าน8คน แต่ติวไม่สน ... ขอล่ะวันนี้ แล้วก็ลากน้องเอินไปเสล่อกันด้านหน้า ยืนถัดจากชายใส่สูท4คน และแล้วเวลาแห่งความตื้นเต้นก็มาถึง สมเด็จพระเทพฯเสด็จกลับลงมาจากตึกแล้ว... สบตากันปิ๊งๆงี้ หันไปด้านขวา ชายใส่สูทภูมิฐาน 4 คน ทูลเกล้าฯถวาย "รายงานการสร้างตึกมหาจักรีสิรินธร(ชื่อนี้เปล่านะ)" โอ้ววววววว พระเจ้าช่วย "จริงจัง" อะ..................... ขอหันกลับมาดูพานตัวเองนิดนึง "กางเกงเลค่ายด๋อยๆ 2 ตัว" พระเจ้า!!!!! อยากจะมุดหายไปกับฝูงคน แต่กลับตัวก็ไม่ได้แล้ว เพราะว่าขอให้นึกถึงสถานการณ์วันรับปริญญา คนเยอะมั้ย? มากกกกกกกกกกก แล้วฝนตก คนทำไง? หลบฝนใต้ตึก แล้วสมเด็จพระเทพฯเสด็จ คนทำไง? เฝ้ากันตรึม ตัดภาพไปที่ติว ยืนถือพาน ท่ามกลางคนล้าน8มอง คิดในใจว่า เวรกรรมล่ะ ต้องทำยังไงวะ บังเอิญเป็นมนุษย์ผู้หญิงไม่มีพิธีรีตอง การจะทูลเกล้าถวายฯเนี่ย ต้องพูดยังไงและต้องย่อยังไงนะ โอ้ววววว กรี๊ด!! หันไปอีกที ชายใส่สูท4คน ก็"ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายรายงาน..." พระเจ้า..จริงจังเกิ๊น!!!!!!!
จะหันหลังกลับได้มั้ยนะ แต่ติวก็สบสายพระเนตรของพระเทพฯไปเรียบร้อย .. กะว่าหัวขาดชัวร์งานนี้ เผลอๆ ถ้าอยู่เมืองจีน พ่อแม่ พี่น้อง อากงอาม่าคงโดนประหาร7ชั่วโคตร
จะเอาหน้าที่ไหนไปเคารพหลุมศพเช้งเม้งอากง... ไม่นะ
แล้วสมเด็จพระเทพฯก็เดินมาที่กวิวัณย์ กวิวัณย์คับ ย่อหนึ่งรอบ เอ๊ะ แล้วก็ย่ออีกหนึ่งรอบ ซึ่งมานั่งคิดดูจะเบิ๊ลให้พระเทพทำไมวะ? (ซึ่งจริงๆมันไม่ใช่การย่อนะ มันคือการผลุบลงไป... ฮือออ ข้าพเจ้าไม่รู้งานเลย) แล้วก็ทูลเกล้าถวายฯซะ... อยากบอกว่า บทสนทนาตอนนั้นแทบจะเฟดออกไปจากสมองแล้ว เพราะว่างงๆ อะ..แต่ยังคงจำพระพักตร์ของพระเทพได้ดี.. Her eyes told me that "ผู้หญิงคนนี้เป็นใคร งง" งี้ คุ้นๆว่าเราจะบอกว่า ของค่ายอาสาค่ะ อะไรประมาณนี้
แล้วสมเด็จพระเทพฯก็ทรงแย้มพระสรวลพลางงง ฮาฮ่า แต่ก็ตรัสถามว่า ของค่ายอาสาเหรอ อะไรประมาณนี้มั้ง โอ๊ะ เอาเถอะ.............. นี่คือ การกระทำที่มีเราเท่านั้นที่จะด้านทำ...... พระเจ้า!
อย่างไรก็ตามถือว่าดีใจมากมาย
เพราะเป็นโอกาสที่ดีมากในชีวิตของเรา ชีวิตนี้มีเรื่องเล่าให้ลูกหลานฟังล่ะ .. ถ้าไม่โดนประหาร7ชั่วโคตรไปเสียก่อน
ฮาฮ่า 7月5日 *Thai"เรากำลังจะทำค่ายล่ะ"
"ที่ไหนเหรอ" "สมุทรสาครน่ะ ไปสอนหนังสือเด็กมอญที่ตามพ่อแม่อพยพเข้ามา ไปสร้างห้องสมุด ปรังปรุงห้องเรียนไรงี้" "อืม ก็ดีนะ ..แต่ทำไมไม่ช่วยคนไทยก่อนล่ะ" "คนไทยสำคัญกว่าคนมอญเหรอ... เราไม่รู้อะ คิดไปเองรึเปล่า" สารภาพว่าไม่ค่อยเข้าใจคำว่าสัญชาติอะไรแบบนี้เท่าไหร่
เชื่อแค่ว่าทุกคนเป็นมนุษย์ที่ควรมีสิทธิบนโลกนี้เท่าๆกัน เส้นแบ่งทางแผนที่เป็นเรื่องคิดไปเองของฝรั่งหัวทอง คำจำกัดความด้านสัญชาติเป็นเรื่องเข้าใจผิด เป็นคนจีน เกิดในเมืองไทย ก็เลยได้สัญชาติไทย ตัวอย่างเช่น ตัวเราเอง เชื้อชาติจีน แต่ก็ไม่ได้ข้องเกี่ยวอะไรกับโอลิมปิกที่ปักกิ่ง บางคนเป็นคนไทย แต่บังเอิญเกิดในสถานฑูตคูเวต มีทูตคูเวตช่วยคลอด ก็เลยกลายเป็นเด็กคูเวตซะงั้น (อันนี้เรื่องจริง) นั่นแหละ เรื่องเชื้อสาย ใครเป็นญาติใคร เราไม่สน รู้แค่ว่า มนุษย์เหมือนกัน วันนี้สเปซไม่ฮาเลย แต่ก็เขียนจริงจังไม่เป็น... ลาก่อน
** พักนี้ติวยุ่งมาก สามารถอัพสเปซได้แค่นี้ และยุ่งขนาดไม่มีเวลาแปะสติ๊กเกอร์ลงในออกาไนเซอร์เลยอะ อยากร้องไห้ (เป็นสิ่งที่ติวนิยมทำทุกวันก่อนนอน ถ้าวันไหนไม่ทำ แสดงว่ายุ่งสุดๆ) :'( 5月24日 busyness *เริ่ม
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ ดินแดนอันอุดมสมบูรณ์
มีสองศรีพี่น้องคู่หนึ่งอาศัยร่วมกันอยู่ในดินแดนแห่งนั้น พี่น้องทั้งสองคนมีนิสัยแตกต่างกัน คนพี่ น่ารัก เรียบร้อยและใจดี ในขณะที่ คนน้อง น่าเกลียด ป่าเถื่อนและโหดร้าย แต่ถึงแม้ทั้งคู่จะมีนิสัยต่างกัน แต่ก็สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข.. จนอยู่มาวันหนึ่ง ในดินแดนอันอุดมสมบูรณ์ เกิดภาวะขาดแคลนขึ้น
ผู้คนต่างขาดอาหาร เจ็บป่วย ล้มตายเป็นจำนวนมาก ..ใช่.. สองศรีพี่น้องก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน คนพี่มิหวาดหวั่นใช้ชีวิตน่ารักเรียบร้อยต่อไปเพราะยังมีเงินอยู่ แต่คนน้องชักหวาดหวั่นเพราะสิ้นเนื้อประดาตัวเสียแล้ว คนน้องเครียด คนน้องไม่รู้จะทำอย่างไร คนน้องปิ๊งไอเดีย คนน้องจึงเล่าสู่ให้คนพี่ฟัง คนน้องกล่าวถึงแผนการขาย'กางเกงเล'ของคนน้องในช่วงปิดเทอม คนพี่เออออรับฟัง โดยที่หารู้ไม่ว่าความซวยกำลังเยือน แต่ด้วยความที่คนพี่เป็นคนดี คนพี่จึงตกปากรับคำช่วยเหลือคนน้อง คนน้องบอกจะทำกางเกงเล 200 ตัว คนพี่คิดต้นทุน เป็นเงิน หนึ่งหมื่นกว่าบาท คนพี่ถามคนน้อง "เจ้ามีเงินหรือไม่ เท่าไหร่ จงแจกแจง" คนน้องตอบคนพี่ "น้องมี สามพันห้าร้อยบาท" คนพี่เซ็ง คนน้องมันไม่มีตังค์ มันเลยมาหาคนพี่ใช่มั้ย ..ใช่.. คนพี่ได้แต่ทำใจ เพราะรักคนน้อง ทันใดนั้น คนพี่คิดได้ คนพี่ถามถึงเงินที่เคยเก็บหอมรอบริบด้วยกันเมื่อชาติก่อนที่คนพี่ฝากคนน้องไว้ คนน้องตอบทันควัน "รวมอยู่ในสามพันห้าแล้ว" คนพี่ช็อก... คนพี่โดนคนน้องโกงกิน ... เวลาผ่านไป 2 วินาที .. คนพี่รับได้ เพราะคนพี่เป็นคนดี คนพี่รับได้ เพราะนักการเมืองก็โกงกินคนพี่มากกว่านี้ คนน้องจะโกงกินอีกคนจะเป็นไร จากนั้น ..คนพี่ยืนยันสนับสนุนคนน้องให้ฝ่าวิกฤติข้าวยากหมากแพงนี้ไปให้ได้
คนพี่ดำเนินการต่อ คนพี่บอกว่า คนน้องต้องคิดลายเจ๋งๆ แต่วันนี้เวลาไม่พอ คนพี่มีงานอื่น คนพี่บอกให้คนน้องช่วยกันคิดลาย หลังจากคนพี่กลับจากทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อย
คนพี่เห็นคนน้องนั่งเล่น คนพี่ถามคนน้อง ว่าลายไปถึงไหน คนน้องไม่สน คนน้องยืนยัน คนน้องนั่งเล่น คนพี่ทนไม่ไหว คนพี่ลงมือทำลาย คนพี่ทำลายแรกเสร็จ เอาให้คนน้องดู คนน้องบอกคนพี่ "ลายมันยังไม่โดน" คนพี่ช็อก .. คนพี่สับสน .. คนพี่เป็นทาสคนน้องหรือไง ..คนพี่ไม่เข้าใจ คนพี่ประกาศลดขั้นคนน้อง จาก'หุ้นส่วน' เป็น 'ลูกจ้าง' คนน้องไม่สน คนน้องบอกอยากเป็น 'CEO' คนพี่ช่างหัวคนน้อง คนพี่นั่งทำลาย คนพี่ทำลายเสร็จ คราวนี้สวยงาม ถูกใจคนน้อง คนน้องและคนพี่อนุมัติลายผ่าน คนพี่โล่งใจ คนพี่ออกไปทำธุระ วันถัดมา ..คนพี่ติดต่อร้านกางเกงเลและให้คนน้องติดต่อร้านสกรีนลาย
คนพี่ติดต่อได้แล้ว ผ่านไปสองวัน ..คนน้องเพิ่งติดต่อร้านสกรีนให้ คนพี่ชักชิน คนพี่บอกไม่เป็นไร เพราะคนพี่เป็นคนดี เช้าวันถัดมา คนพี่กับคนน้องไปยังร้านกางเกงเลและร้านสกรีน
คนพี่กับคนน้องเรียกแท็กซี่ คนพี่กับคนน้องขึ้นแท็กซี่ คนพี่กับคนน้องนั่งอยู่บนแท็กซี่ คนพี่ถามคนน้องบนแท็กซี่ "คนน้อง เอาลายที่จะสกรีนมาหรือไม่" คนน้องตอบคนพี่บนแท็กซี่ "คนพี่ ...คนน้องไม่ได้เอาลายมา" คนพี่ช็อก.. คนน้องกล่าวต่อว่า "นึกว่าคนพี่จะเอามาเสียอีก" คนพี่อึ้ง คนพี่เป็นทาสคนน้องแน่ๆ ตังค์ก็ออกนิดนึง ลายก็ไม่คิด แล้วยังจะลืมอีก แต่ไม่เป็นไร คนพี่แก้ปัญหาเป็น คนพี่ให้คนอื่นส่งลายใส่เมล์ไว้ให้ และประกาศลดขั้นคนน้อง จาก 'ลูกจ้าง' เป็น 'นางทาส' คนน้องโวยวาย คนน้องไม่พอใจ ยืนยันเป็น 'CEO' ต่อไป คนพี่ช่างหัวคนน้อง คนพี่ไม่สนใจคนน้อง พอได้กางเกงเล คนน้องอาสาไปเอาให้
คนพี่พอใจเลื่อนขั้นคนน้องจาก 'นางทาส' เป็น 'ลูกจ้าง' พอเอากางเกงเลไปขายที่งาน คนน้องตั้งใจขาย คนพี่พอใจเลื่อนขั้นคนน้องจาก 'ลูกจ้าง' เป็น 'หุ้นส่วน' เหมือนเดิม สรุปคนพี่และคนน้องขายกางเกงเลไปได้ร้อยกว่าตัวในเวลา2วัน
เป็นเงินหลายบาท ได้กำไรหกพัน คนน้องได้ 2 พัน คนพี่เก็บไว้ 2 พัน และคนพี่กับคนน้องก็ให้คนพ่อกับคนแม่อีก 2 พัน คนพี่กับคนน้องฝ่าวิกฤติข้าวยากหมากแพงได้สำเร็จ
คนพี่กับคนน้องดีใจ คนพี่ได้ตังค์ไปเที่ยวทะเลอาทิตย์หน้า เป็นเวลา 2 วัน
คนพี่ประกาศจะใช้ตังค์2พันหมดในเวลา2วัน อย่างแน่นอน ส่วนคนน้องก็กำลังวางแผนจะขอทุนคนพี่อีก
โดยการทำ 'เสื้อ' ขาย ถ้าคนน้องจะทำอีก คนพี่จะช่วยเหลือเต็มที่
เพราะคนพี่เป็นคนดี นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
..การลงทุนมีความเสี่ยง โปรดศึกษาผู้ร่วมหุ้นประกอบการตัดสินใจ.. จบ
4月18日 * Day outThis is my 2nd VDO I've done
To tell the truth,I've just started making VDO.
So,It's not perfect
But I'm so proud of it :)
Thank you for watching!
3月3日 Jam* "ว่าด้วยแยมแอ๊บ"
บทสเปซโดยช้านเอง โรซารี่ : "สตีฟ.. หิวจัง เค้าอยากกินของหวานสักอย่าง" สตีฟ : "ได้จ้ะ ดาร์ลิ่ง" โรซารี่ : "ว้าวว.. นอกจากตัวจะล่ำบึกแล้วยังทำอาหารเป็นอีก..Oh! my perfect man!" สตีฟ : "เขินแย่เลย..โรซารี่ เล่นชมกันแบบนี้" โรซารี่ : "โรซารี่ว่า สตีฟควรจะเขินตั้งแต่เอาทิชชู่มาพันตัวแล้วนะ.. คิดได้ไง fashion week แบบนี้" สตีฟ : "แหม โรซารี่.. มันเป็นแฟชั่นชั้นสูงเชียวนะ เฉพาะชนชั้นฟาร์โรห์เท่านั้นแหละที่จะแต่งอย่างงี้เนี่ย" โรซารี่ : "โอ้ว.. ช่างคิดจริง พ่อสูงศักดิ์ของโรซารี่ จุ๊บส์ๆ" สตีฟ : "เอาเถอะ โรซารี่ เรามาเริ่มทำขนมกันดีกว่านะ ก่อนที่ผู้ชมจะนั่งรอจนตูดบาน" โรซารี่ : "เอาตามอย่างที่สตีฟว่าเลยจ้ะ โรซารี่จะเป็นลูกมือให้เอง!" สตีฟ : "ดีมาก ว่าแต่...วันนี้เรามีอุปกรณ์อะไรบ้างจ๊ะ" โรซารี่ : "วันนี้โรซารี่มี แอบเปิ้ลเหลือๆจากในตู้เย็นอะจ๊ะ เราทำอะไรกับมันได้จ๊ะสตีฟ"
สตีฟ : "เอามาเป็นพร๊อพถ่ายแบบสิโรซารี่... อดัมกับอีฟไง" โรซารี่ : "แหมๆๆๆ..สตีฟนี่ก็" สตีฟ : "โรซารี่ ไม่ถ่ายเหรอ งั้นสตีฟขอก่อนเลยนะ.. แอบเปิ้ล สบายหนุ่ม! สบายทุกท่วงท่า! แชะ!"
โรซารี่ : "สุดยอดเลยสตีฟ สตีฟต้องได้เป็นพรีเซนเตอร์คนต่อไปของแอบเปิ้ลแน่ กรี๊ดดด!"
สตีฟ : "เอาเถอะ..เราเล่นกันมากพอแล้วโรซารี่ เรามาเริ่มกันเลยดีกว่านะ วันนี้สตีฟจะทำแยมแอบเปิ้ลให้โรซารี่เก็บไว้กินได้นานๆดีกว่า โรซารี่จะได้กินตอนที่สตีฟไม่อยู่แล้วจะได้คิดถึงกันไงจ๊ะ จุ๊บส์ๆ"
โรซารี่ : "ว้าว.. สตีฟนี่น่ารักที่สุดเลย แยมแอบเปิ้ลของชอบของโรซารี่ด้วย แต่โรซารี่ไม่เคยเห็นสตีฟทำมาก่อนเลยนะ สตีฟจะทำได้เหรอ" สตีฟ : "แหม แยมแค่นี้ ของง่ายๆอยู่แล้วจ๊ะ มายเลิฟ" โรซารี่ : "โอเค งั้นสตีฟเริ่มทำเลยล่ะกันนะ โรซารี่จะช่วยเอง" สตีฟ : "จ๊ะ.. งั้นเริ่มที่เตรียมอุปกรณ์ก่อนเลยนะ โรซารี่ สตีฟขอแอบเปิ้ลหน่อยจ๊ะ" โรซารี่ : "นี่ค่ะสตีฟ" สตีฟ : "เครื่องปรุงจ๊ะ ..น้ำตาล มะนาว เกลือ อะไรก็ได้จ้ะ แล้วแต่ชอบ"
โรซารี่ : "น้ำปลาด้วยได้มั้ย...สตีฟ" สตีฟ : "แหม!! แม่ยอดกระถิน.. ทำไมถึงได้ตลกอย่างนี้เนี่ย อิอิ"
โรซารี่ : "อะริกริกริ" สตีฟ : "ต่อไปก็เตรียมอุปกรณ์เลยจ๊ะ.. ขอหม้อ มีด เขียง ที่บดมัดฝรั่ง ถ้วยตวงจ๊ะ"
โรซารี่ : "รับทราบค่ะ บอส" สตีฟ : "พอเตรียมอุปกรณ์เสร็จแล้ว เราก็เริ่มทำได้เลยนะจุ๊ เบบี้"
โรซารี่ : "จุ๊ เบบี้" สตีฟ : "เริ่มด้วยหั่นแอบเปิ้ลเป็นชิ้นเล็กๆ ..มา งานนี้อาจจะไม่ต้องใช้มีดก็ได้นะ ย้ากกก!!"
โรซารี่ : "กรี๊ด...!!! พ่อหอยจ๊อของโรซารี่!! กรี๊ดๆ เยี่ยมไปเลยค่าาา เท่สุดๆ"
สตีฟ : "แหม แค่นี้ยังน้อยไป ...คงสู้ท่ากระทืบวิญญาณแอบเปิ้ลของโรซารี่ไม่ได้หรอก..." โรซารี่ : "ย้ากก.. ขึ้นๆ โอๆ สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม!!"
โรซารี่ : "เฮ้อ.. บดแอบเปิ้ลนี่เหนื่อยจริงๆ(ปาดเหงื่อ) จากนั้นก็.....ใส่น้ำตาลใช่มั้ยค่ะดาร์ลิ้ง"
สตีฟ : "ถูกต้องจ้ะ มาๆ งานใส่ความหวานเนี่ย สตีฟถนัดอยู่แล้ว"
สตีฟ : "เป็นไงจ๊ะ.. ท่าใส่น้ำตาล เท่มั้ยล่ะ (เฮ้อ..เป็นคนเท่ก็เหนื่อยอย่างนี่แหละนะ)"
โรซารี่ : "10 คะแนนเต็มเลยค่ะ กรี๊ดๆๆ เอ๊ะ..ว่าแต่สตีฟใส่น้ำตาลไปเท่าไหร่เหรอ"
สตีฟ : "เท่าไหร่ก็ได้ตามใจสตีฟ..อะแฮ่ม..! (เท่มั้ยล่ะ)" โรซารี่ : "แหม..สตีฟนี่ล่ะก็ โรซารี่ยิ่งต้องคุมน้ำหนักอยู่นะ" สตีฟ : "แหมๆ โรซารี่ สตีฟรู้จ๊ะ จริงๆแล้วในแยมปกติเนี่ย เขาจะใส่น้ำตาลประมาณ 50-60%ของน้ำหนักผลไม้นะ นี่สตีฟก็ใส่พอเป็นพิธีไปเท่านั้นแหละจ๊ะ ..ดังนั้น แยมกระปุกนี้จะไม่ค่อยหวานเท่าไหร่ ถ้าโรซารี่ต้องการหวานๆล่ะก็..." โรซารี่ : "ต้องทำยังไงเหรอสตีฟ?(ทำหน้าแบ๊ว)"
สตีฟ : "....ก็....ก็ให้สตีฟป้อนนะ โอ้..ไอเลิฟยู เบบี้..อยากพูดคำนี้จัง...(เพลงsomeone - บี้)" โรซารี่ : "แหมๆๆๆ หวานที่สุดอะ พ่อขัณฑสกรของโรซารี่" สตีฟ : "โอเค.. โรซารี่เราอย่าเวิ่นเว้อกันอีกเลย ..ต่อไปเราก็คลุกเคล้าส่วนผสมให้เข้ากัน ปรุงรสใส่น้ำมะนาวเล็กน้อย เกลือนิดหน่อย แล้วก็ขึ้นต้มเลย"
โรซารี่ : "ต้มกี่นาทีดีจ้ะ"
สตีฟ : "แหม.. กี่นาทีดีล่ะ ต้มไปเรื่อยๆจนหน้าตามันเหมือนแยมล่ะกันนะ" โรซารี่ : "แป่ว สตีฟล่ะก็.. โอเค ได้ เดี๋ยวโรซารี่จัดการให้" สตีฟ : "ระหว่างต้มก็ใช้ที่บดมันฝรั่งบดๆแอบเปิ้ลให้เละๆด้วยนะจ๊ะ"
โรซารี่ : "ได้ค่ะ"
สตีฟ : "จากนั้นก็เอาโหลที่จะใส่แยมไปต้มหรือนึ่งแล้วพึ่งให้แห้ง เป็นการฆ่าเชื้อโรค จะได้เก็บแยมของเราสองคนไปได้นานๆ นะจุ๊ เบบี้"
โรซารี่ : "หวานอีกแล้วนะ สตีฟ..โรซารี่ว่า แยมนี่ต้องหวานแน่เลย" สตีฟ : "เฮ้อ... ช่วยไม่ได้อะนะ คนมันมีความรัก!" โรซารี่ : "จริงด้วยเนอะ..จุ๊บส์ๆ !! อุ๊ย..โรซารี่นี่แย่จัง ตกกระปุกใส่แยมเลย" สตีฟ : "โรซารี่..ระวังหน่อยจ๊ะ ดีนะที่ขวดแยมเนี่ย ตกแล้วยังหลุดออกมาได้ แต่สตีฟนี่สิ..สตีฟตกหลุมนึง ป่านนี้ยังออกมาไม่ได้เลย"
โรซารี่ : "เอ๊ะ..สตีฟตกหลุมอะไรเหรอ"
สตีฟ : "ก็หลุมรักโรซารี่น่ะสิ"
โรซารี่ : "(ม้วนเขินหน้าแดงตีลังกา3พัน2ร้อยตลบ)"
กริ๊ง.... (เสียงโทรศัพท์ดัง) สตีฟ : "อ้าวใครนะช่างโทรมาขัดจังหวะเสียได้ ..โรซารี่ สตีฟไปรับโทรศัพท์ก่อนนะ" โรซารี่ : "จ๊ะ!" โรซารี่ : "น่าจะได้แล้วเนอะ... เอ๊ะ ไม่แน่ใจเลย เรียกสตีฟมาดูดีกว่า"
โรซารี่ : "สตีฟ.." สตีฟกำลังคุยโทรศัพท์อยู่ในห้องนั่งเล่น สตีฟ : "ไอเลิฟยู เบบี้...อยากพูดคำนี้จัง(someone - บี้) จุ๊บส์ๆ" โรซารี่แอบอยู่ด้านหลังประตู โรซารี่ : "เอ๊ะ... สตีฟคุยโทรศัพท์กับใครนะ...สตีฟนะสตีฟ!!" โรซารี่เดินกลับมาในห้องครัว นำแยมแอบเปิ้ลที่ได้ที่แล้ว(ประมาณ15นาที)ใส่ในโหลที่ผ่านการฆ่าเชื้อเรียบร้อย TO BE CONTINUED
จบตอนแยมแอ๊บ(เปิ้ล)
2月28日 *Arte
ศิลปะเป็นศาสตร์ๆหนึ่ง
ไม่มีถูก ไม่มีผิด ไม่มี 0/10 ไม่มี 10/10 มีแต่พึงใจ เฉยๆ ไม่พึงใจ ดีนะ เออสวยดี (มั้ง) จริงๆแล้วไม่ใช่คนวาดรูปเก่งอะไรเลย
เพราะความสามารถในการวัดขนาดและทางด้านมิติสัมพันธ์ค่อนข้างแย่ แต่ก็ไม่อยากให้ตัวเองรู้สึกว่า ทำไม่ได้ว่ะ วาดยังไงให้สมส่วนวะ ไม่ทำดีกว่า.. ..แล้วก็เลิกวาดรูปไปซะอย่างนั้น วันนี้เลยวาดการ์ตูนมาหนึ่งเรื่อง
เป็นเรื่องราวของนิสิตปี3 เอกสเปนกับวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะสเปน วิชาที่เคยมีแว๊บนึงของสมอง คิดว่า.. จะเรียนไปทำเจี๊ยกอะไร! พอจบคอร์สก็รู้สึกว่า มันอาจจะเป็นวิชาท่องจำๆๆ และสอบๆๆ ออกมาก็ลืมๆๆ แต่มันก็กลับ.. ได้เห็น 'อะไร' อย่างที่ไม่เคยเห็น 'อะไร' ที่อาจงดงามบ้าง ไม่งดงามบ้าง แต่เป็นแรงบันดาลใจให้กับคนหลายคนไม่น้อย และโชคดีที่เกิดมาในระบบการศึกษาแบบนี้ เลยมีอาจารย์น่ารักๆรวบรวมศิลปะทั้งสถาปัตย์ฯ ประติมากรรมและจิตรกรรมของสเปน มาซะตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ยันยุคปัจจุบันเลยทีเดียว จนมันแออัดยัดเยียดอยู่ในสมองขนาดความจุต่ำกันใหญ่.. ด้านล่าง คือ ลิงค์ไปดาวน์โหลดศิลปะการวาดรูปของดิฉันเอง
คำเตือน
เรื่องราวทั้งหมด..คงมีคนเพียงไม่ถึง40คนที่เข้าใจมันร้อยเปอร์เซนต์เต็ม ถ้าคิดแง่ธุรกิจล่ะก็ จำนวนคนในตลาดต่ำเหลือเกิน..(แต่ก็ยังจะเขียน) ฝีมือก็เท่านี้ พอย้อนกลับไปดูสมุดวาดรูปสมัยประถม ก็เท่านี้ ไม่ได้พัฒนาขึ้นแต่อย่างใด แต่ก็ยังจะหน้าด้านเขียนมันขึ้นมา.. ฮาฮ่า 1月15日 LAOS*ดิฉันได้เดินทางไปยัง
ประเทศลาว กลับมาแล้ว
รู้สึก คิดถึง ..เวียงจันทน์.. และ..วังเวียง.. สถานที่ที่ดิฉันไปเยี่ยมชม เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะ
คุณแม่น้ำซอง ที่วังเวียง ฉัน ตกหลุมรักคุณ แทบบ้า แค่ได้มองคุณ อยู่เงียบๆ ไม่ต้องเอ่ยอะไร ก็มีความสุข ยากเกินบรรยาย.. ทริปนี้สนุกมาก
จริงจริง จน อยากเขียนบันทึก การเดินทางไว้ สักเล่ม ไว้อ่าน ตอนที่ไม่มีแรงเดินทาง.. ว่าแล้ว
ก็จะเขียน.. อ๋อ
ลืมไป ว่า "สวัสดีวันใหม่" (รู้สึกว่า จะพูด คำว่า สวัสดีปีใหม่ ไม่ทัน) |
|
|