| kawiwan's profile*สเปซหน้าหนึ่งที่เป็นติว...PhotosBlogLists | Help |
|
*สเปซหน้าหนึ่งที่เป็นติวเอง*June 05 *I went to LAOS*สิ่งที่ควรเอ่ยก่อนอื่นใด
“จะไหวมั้ยเนี่ย?” เป็นคำพูดที่ฉัน(คิดว่า)ได้ฟังบ่อยที่สุดในช่วงก่อนหน้าที่ฉันจะออกเดินทางไปยังลาวแต่เพียงผู้เดียว จริงๆแล้วการเดินทางไปครั้งนี้เป็นเรื่องที่... อืม ไม่รู้สินะ ไม่รู้จะอธิบายยังไงเหมือนกัน รู้แต่ว่าทุกคนดูท่าจะเป็นห่วงอยู่พอตัว ในขณะเดียวกันในใจฉันกลับไม่รู้สึกว่าจะเกิดอันตรายใดๆขึ้นมาเลย เพราะอะไรก็ไม่ทราบได้ (หรือเพราะประมาทก็ไม่รู้ แหะๆ) เอาเป็นว่า ฉันก็ได้ไปมาแล้ว แล้วก็รู้สึกว่าดีใจมากที่ได้ไปเหยียบย่ำดินแดนแห่งนั้นมา จริงๆก็เป็นพวกรู้ว่าโลกนี้มันกว้างใหญ่และอันตรายมากแค่ไหนนะ แต่บางครั้งก็ไม่อยากคิดใส่ร้ายคนทั้งโลกแบบนั้น มันดูไม่ยุติธรรมกับคนดีๆเลย ...แค่อยากมองโลกแบบง่ายๆดู”บ้าง” อยากอยู่บนโลกโดยที่เชื่อว่า... ทุกคนไว้ใจได้ ทุกคนใจดี ทุกคนคือเพื่อนของเราทุกคน รู้ว่าหลายคนอยากคัดค้าน รู้ว่าในความจริงมันไม่ใช่ แต่เป็นความ “อยาก” เป็น “ยูโธเปีย” เล็กๆที่อยากให้เกิดในจิตใจเล็กๆ และฉันก็ทำให้มันเกิดขึ้นมา ในช่วงเวลา4-5วันนั้น
สิ่งที่จะได้อ่านต่อไปนี้ คือ บันทึกการเดินทางฉบับหนึ่งที่ข้าพเจ้าบรรจงใจเขียนขึ้นมา ไม่ได้มีไว้เพื่อประกาศให้ชาวโลกรู้ถึงความเปรี้ยวซ่าหรืออวดตัวว่าตัวเองเก่งเอาตัวรอดมาแล้ว เพราะก็ไม่ได้บูชามันเท่าไหร่นักหรอก แต่เพื่อเก็บไว้อ่านครั้นยามอยากอ่าน จริงๆก็คือ ฉันรู้ตัวว่าฉันเป็นเพียงมนุษย์2ขา ก้าวได้ครั้งหนึ่งก็สั้นนัก(เพราะเตี้ย ฮาฮ่า) และไม่รู้ว่าชีวิตนี้จะได้ก้าวไปไหนมาไหนได้มากน้อยแค่ไหน จึงอยากเขียนบันทึกเก็บไว้อ่าน...ยามที่ไม่ได้เดินทางแล้ว
*บันทึกนี้บางช่วงบางตอนเขียนเป็นภาษาสเปน ซึ่งอาจจะผิดหลักไวยากรณ์และไม่มีตัวเน้นลงเสียงหนัก เพราะพิมพ์โดยใช้แป้นพิมพ์สากล(ไทย-อังกฤษ) ขออภัยมา ณ ที่นี่ และบันทึกนี้อาจมีส่วนผสมของความบ้า ความประหลาดหลายเรื่อง โปรดจงทำใจ
ติวติว ผู้หญิง2ขา
อ่านต่อทั้งเล่ม ..คลิก
ขออภัยที่เขียนแล้วดองไว้นาน เกือบ2ปีทีเดียว...แถมเขียนจบไปภาคเดียวด้วย
เหลือวังเวียงอีกที แต่ว่า สมุดจดท่องเที่ยวหายไปแล้ว T T (เล่มในรูปในentryลาว)
อยากจะร้องไห้เป็นสายเลือดจริงๆ
มันหายไปพร้อมกับสมุดบันทึกการค้าของเราด้วย... เรียกร้องให้มันกลับมา
May 11 my brotherเรื่องมีอยู่ว่า
..
พี่มุ้ย.. พี่สาวคนที่สามของเราฝันบ่อยๆว่าตัวเองมีพี่ชาย
ตื่นมาก็รู้สึกว่าตัวเองมีพี่ชายจริงๆ ถึงกับงงจนต้องโทรกลับมาหาแม่(ตอนนั้นอยู่ลอนดอน) วันนั้นแม่ดูหมอดู
หมอดูทักว่า "ผมฟังเสียงคุณแม่ ผมรู้สึกว่าคุณแม่มีลูก7คน" (จริงๆแล้วมี6อะนะ) พี่เฟิร์นไปดูหมอ
หมอดูทักว่า "มีพี่น้อง7คนใช่มั้ย" (จริงๆแล้วมี6อะนะ) พวกเราเลยถกกันว่าหรือจริงๆแล้วเรามีพี่น้อง7คน..
แม่ก็เลยเล่าให้ฟังว่า
ระยะห่างระหว่างแม้วกับมุ้ย 4 ปีนั้น แม่ไปขอลูกชายจากเจ้าพ่อเสือ หลังจากนั้น แม่ก็มีความรู้สึกว่า เลือดหลุด แต่แม่ไม่แน่ใจตัวเองว่านั่นแท้งรึเปล่า พี่เฟิร์นแถลงว่า "25เปอร์เซนต์ ไม่รู้ตัวว่าตัวเองแท้ง"
พวกเราก็เลยคิดกันว่า พวกเราต้องมีพี่ชายแน่ๆ
ในฐานะที่เป็นพี่ชายของเรา ในช่วงเวลาที่เทรนด์เกาหลีกำลังมา
เราขอตั้งชื่อพี่ของเราว่า.. "จ๊อก ยอง"
(ลงเสียงหนักที่พยางค์แรกอย่างเร็ว)
พี่ต้องภูมิใจที่มีชื่อเกาหลีและมีน้องอย่างพวกเราแน่ๆ.. April 27 With N'Ai at Loei*ภูเรือ มีเรากับน้องอาย
*ภูเรือคือภูแห่งหนึ่งในจ.เลย มีลักษณะเป็นชะง่อนๆคล้ายเรือ จึงเรียกว่าภูเรือ
สูงประมาณ 1365 กม. นับเป็นอุทยานแห่งชาติแห่งหนึ่งของประเทศไทย* เริ่มต้นทริปด้วยรถป.1 ถูกๆไปภูเรือในราคา3ร้อยกว่าบาท
บนรถมีคนกรนและคนพยายามสลายการชุมนุมด้วยแก๊สพิษ2รอบ แต่ก็รอดมาได้ เวลา เกือบ6 โมง เรากับน้องอายก็ทำตัวง่วงๆลงมาจากรถ เพราะเค้าไล่ลงบอกว่าถึงภูเรือแล้ว
เราก็เอ๊ะ.. ไหนภูเรือ หาไม่เจอ นึกว่าโดนหลอก แต่ปรากฏว่ามันต้องขึ้นไปอีก9โล แล้วจะไปกันยังไง มีผู้ชายพยายามเดินมาจีบชั้นขึ้นรถราคา300บาท ซึ่งชั้นก็คิดว่า 9 โลเอง 300 บาท จะบ้าเหรอ แกไม่มีวันได้เงินชั้นไปหรอก ด้วยความหลักแหลมและความว่านอนสอนง่ายของน้องอาย ชั้นก็เลยว่าจะแบ็คแพ๊คขึ้นภูเรือแบบเดินเท้ากัน .. เพราะไม่รู้ว่าไอ้9กิโลมันระยะทางเท่าไหร่ (ทริปผู้หญิงม๊ากมาก.. กะระยะทางไม่ถูก) เดินไปสักพักชั้นก็เริ่มเหนื่อย คาดว่าไม่ถึง50เมตรด้วยซ้ำ เพราะว่ามันเป็นทางขึ้นเขา ต้องใช้แรงมากกว่าเดิมถึง3เท่า แต่สักพักก็มีรถขึ้นมาเป็นรถกะบะ ก็โบกกันเลยค่าาา เค้าบอกว่าเค้าขึ้นไปแค่โลเดียว แต่โลเดียวก็เอา.. ก็เลยขึ้นกะบะเค้าไปอย่างใจง่าย แล้วเดินต่อไปอีกนิดนึงจนถึงด่านเก็บเงิน ตอนนั้นเวลา7โมงเช้า รถกะบะคันที่2ผ่านมา เป็นรถของเจ้าหน้าที่ แทบกรี๊ดเพราะเค้าจะขึ้นไปด้านบนอยู่แล้ว
เราก็เกาะรถเค้าขึ้นไปยังจุดกางเต๊นท์ คืนนี้เราวางแผนไว้ว่าจะกางเต๊นท์ที่นี่ ก็เลยไปติดต่อขอยืมเต๊นท์มาได้ในราคา200บาท แล้วเค้าก็บอกเราว่า "มาพักแรมที่นี่ เอาอาหารมาด้วยรึเปล่า" เรา "ทำไมล่ะค่ะ" เจ้าหน้าที่ "ร้านอาหารมันปิดหมด" กรี๊ดดด... ผิดเองที่มาช่วงโลว์ซีซั่น มีข้าพเจ้าและน้องสาว2คนบนภู ดังนั้นร้านอาหารเค้าเลยไม่ขึ้นมาเปิด เพราะอาจขาดทุนได้ เรากับน้องอายเลยดูในถุงยังชีพ มีสิ่งของดังนี้ 1. น้ำ1.5ลิตร1ขวดที่ขโมยมาจากหอ 2. ขนมโง่ๆ2ห่อที่รถทัวร์ถูกๆให้มา 3. น้ำ500มิลอีก1ขวด 4. นม1กล่อง 5. หนมปังคัสตาด 1 ชิ้น และ6. ข้าวไข่เจียวกุ้งซื้อไว้ตั้งแต่หมอชิต.. ที่ตอนนี้เริ่มพองตัวคาดว่ามีแซลโมนาร่าผสมนิดหน่อย ... ก็คิดว่าน่าจะอยู่ได้นะ ต้องอยู่ให้ได้!! กางเต๊นท์เสร็จก็ไปเดินเล่น จะพิชิตยอดภูเรือ ซึ่งจริงๆแล้วเราเองก็คิดว่า
มันจำเป็นปะวะที่ต้องไปถึงยอดภู..ทำไมทุกคนที่มาภูแล้วต้องไปถึงยอดภูด้วยเหรอ เกิดความสับสนในจิตใจ..แต่ดูน้องสาวผู้มุ่งมั่น ก็เลยเลยตามเลย ชั้นก็เดินไปตามทาง แต่ด้วยความโง่ไง ก็เดินลงไปทางน้ำตก ซึ่งมันเห็นๆอยู่ว่ามันเป็นทางลงภู แล้วจะไปถึงยอดภูมั้ยวะเนี่ย เลยเปลี่ยนแผนตามหาน้ำตกแทน เจอน้ำตก2แห่งที่น้ำคลุกคลิกได้อีก น้ำไหลยังกะขัดเบา เป็นไรมากมะ..น้ำตกนี่ เลยแก้เซ็งด้วยการนั่งปวารณาตนไปใต้น้ำตก.. นี่แหละน่า น้ำตกหน้าร้อน เสร็จแล้วก็จะขึ้นยอดภูเรือ ไปตามถนน เค้าบอกว่า 2.4 กม.
แล้วไอ2.4 กม.นี่มันเยอะมะ .. ไม่รู้ ถามอิน้องอายก็ไม่ช่วย เกลียดทริปหญิงล้วนมาก.. โง่พอกัน แต่ไม่เป็นไร ตอนเด็กๆเคยเรียน 2วาเท่ากับ1เมตร ให้น้องอายกางแขนแล้วเราก้าวขา ได้มาตราวัดคือ 1 เมตร เท่ากับ 6 ก้าว เราก้าวไป 200 ก้าว อายบอกว่า ได้ประมาณ 30 เมตร... โหแล้วเมื่อไหร่จะถึง2.4 กม.ฟระ!! ไปๆมาๆ .. อายก็หันบอกเราว่า "พี่ติว เราว่า 2 วามันไม่ใช่เท่ากับ1 เมตรนะ 1 เมตรมัน100ซม. เท่ากับ3ไม้บรรทัด" เอ้าาา แล้วจะรู้มั้ยล่ะ ... สรุปคือ เดินไปเหอะ สักพักไปถึงผาโหล่นน้อย แปลว่า ผาที่มีหญ้าเล็กๆขึ้นแซมไปทั่ว วิวสวยมาก...
อิอายดูวิวและหลับไป ส่วนข้าพเจ้า ดูวิวและกินข้าวไข่เจียวกุ้งที่ยังพอกินได้อยู่แล้วหลับ แล้วเดินต่อ 700 เมตรขึ้นยอดภูเรือ ไปถึงชั้นก็ไปไหว้พระๆ แล้วก็แทบสลบ แล้วไงฟระ ยอดภูเรือ ใครก็มาถึง อาม่าก็ยังมาถึงได้เพราะมันมีทางรถขึ้นมา ส่วนข้าพเจ้าไม่มีรถเลยต้องเดินขึ้น เหนื่อยก็เหนื่อยแทบขาดใจ.. ไม่ควรมาเลยภูเรือ ควรไปภูอื่นที่ไม่มีทางรถ ..จะได้รู้สึกภูมิใจบ้างอะไรบ้าง คืนนั้น มีเรากับน้องอาย กางเต๊นท์นอนกัน2คน ไม่มีไฟอีกต่างหาก
อิอายก็หลับไป ส่วนข้าพเจ้าก็นอนกลัวปลาปิรันย่าจะโผล่มาคาบเราไปกิน ได้แต่พยายามเล่านิทานกล่อมตัวเองให้นอนหลับ เรื่องกระต่ายน้อย ซึ่งเป็นเรื่องที่พยายามจะแต่งให้จบแต่ไม่เคยจบเพราะเล่าให้ตัวเองฟังแล้วหลับไปก่อนแต่งจบทุกที คืนนี้ก็เหมือนกัน หลับ.. แต่หลับได้ไม่นาน อิอายก็ตื่นมาเที่ยงคืน ทำเอาข้าพเจ้าตื่นอีก มันก็ออกไปดูดาวอะไรของมัน แต่ดาวสวยจริง เริ่ดๆ เช้าวันถัดมา ตื่นตี5.15 ฟ้าสว่างเร็วมาก รีบเก็บของวิ่งไปดูพระอาทิตย์ขึ้น ใส่ชุดนอนอยู่เร๊ยย
ใช้ระยะทางเดินไป 1.3 กม... ปรากฏว่า ไม่ทัน มันขึ้นไปแล้ว.. เทพเจ้าทินกร ไม่สนใจเลย แต่ไม่เป็นไร ช่างมัน ไม่แคร์ ขึ้นก็ขึ้นไป เราก็เดินทางจากมา หารถลงภูเรือ .. จะมีมั้ย.. ไม่มี นั่งอยู่สักพักมีรถใครไม่รู้จะลงภูเรือ ก็เลยเกาะเค้าลงไปด้วย สบายใจ ลงไปถึงจะนั่งรถสองแถวต่อไปอ.เมือง แต่ว่าตะกละ มัวแต่กินข้าวเช้าที่ตลาดภูเรือเลยไม่ทันรถ ขณะนั้นเวลา 8.30 รถไม่มี รถถัดไปตั้ง 10.30 -11.00 แน่ะ เราไม่รอ วิ่งไปข้างถนนโบกรถ ..ซึ่งมีข้าพเจ้าพยายามอยู่คนเดียว น้องไม่เล่นด้วย แต่พอโบกได้มันก็ขึ้นไปกับเรา (เอ๊ะ ..งง) คันแรกพาเราไปส่งตรงสามตม .. ไปไม่ถึงอ.เมือง แต่เค้าก็ใจดีมาก มีการแวะซื้อลิ้นจี่ให้ด้วย โอ้วว มายก๊อด.. ใจดีสุดริด พอลงจากคันที่แรกก็โบกกันต่อ คันต่อไปไปส่งเราถึงอ.เมืองเลย เราเลยเล่นโครงการ pass the love forward เอาลิ้นจี่ที่คันแรกให้มา เอามาให้คันที่2 ขอบคุณมากมายก่ายกอง ภูเรือทริป2สาวในครั้งนี้ ก็หนุกหนานไปตามสไตล์ ชิวๆดี
แต่พี่น้อง2คนไม่ค่อยคุยกันเท่าไหร่เพราะเหนื่อย และอิอายก็ไม่ค่อยสื่อสารไร ไม่ค่อยเข้าใจมัน ส่วนเราก็ขี้เกียจสื่อสารอะไรกับมัน 5555 งานนี้ขอบคุณรถทั้ง5คันที่ยอมให้2ศรีพี่น้องอย่างเราขึ้นไปด้วย
ประหยัดมากเลยทริปนี้ ภูมิใจ อิอิ ทริปนี้คงมอบประสบการณ์ดีๆให้น้องเราไว้บ้าง (มั้ง)
บางทีก็ดูงงๆไปบ้างสำหรับหลายคน ที่จู่ๆ2สาวก็กระโดดขึ้นรถชาวบ้านหรือนอนอยู่บนภูกัน2คน บางที... เราก็ยังเชื่อว่า.. คิดอะไรๆในแง่ดีบ้าง อะไรบ้าง ระแวงทุกคนบนโลกนี้มันไม่มีความสุขหรอกนะ.. เอ๊ะ รึเปล่า ** รูปในfotoนะ ขำดี
** ติดตามต่อตอนต่อไป ทริปเชียงคาน : หลวงพระบางประเทศไทย
April 02 *important(adj.)สวัสดีสีดำมืดของท้องฟ้า ฉันเดินข้ามสะพานลอยแคบ
แสงสว่างไสวจากจอทีวีจอยักษ์หน้าห้างแสบตา .. ฉันหลบตา แต่เสียงเพลงดังก้อง .. ฉันหลบไม่พ้น หลายครั้งที่มักจะเดินเลยผ่านมันไป
แต่วันนี้
ฉันเดินลงสะพานลอย.. ยืนนิ่งอยู่หน้าจอยักษ์ขยับกระเป๋าถือแน่น เงยหน้าประสานตากับแสงหลายสี.. เงี่ยหูรับฟังเสียงเพลงก้อง.. เพลงนี้..
นั่นสินะ.. พลางคิด
"คำสำคัญ"
คนพลุกพล่านหน้าลานทีวียักษ์
ตรงนั้น มีเพียงฉันที่ยืนนิ่ง ห่างออกไป มีเธอที่ค่อยๆเดินเข้ามา ฉันละสายตาจากจอนั้นมาสบตาเธอ..ตาเธอที่เคยหลบ
ฉันหยุดฟังเสียงเพลงนั้น..มาฟังเสียงเธอที่เคยไม่อยากฟัง เธอยื่นมือมาให้ฉัน..เหมือนเคย
แต่แค่ฉัน ลืมไป และไม่เข้าใจ เพียงนึกว่ามันไม่เหมือนเดิม "บางทีคนเราเหมือนจะลืมมันไป
ว่าอะไรที่มีความหมายและสำคัญ" อย่าลืมนะ...คำสำคัญ
เลตีเซีย
March 22 Last Camp10 วัน ณ โรงเรียนบ้านท่าทางเกวียน จ.ชัยภูมิ (บวกเตรียมค่ายอีก2วันล่ะกัน) ขออภัยล่วงหน้าหากท่านไม่เคยทำค่ายอาสาเพราะอ่านแล้วก็คงไม่เข้าใจเท่าไหร่
อยากบอกว่าาา ....
ค่ายอักษรนี้เป็นค่ายที่.. ดีมาก ดีมากที่สุดตั้งแต่ทำมา เราว่าหลายอย่างที่ค่ายนี้เป็น มันเป็นอย่างที่เราอยากให้เป็น อยากให้ชาวค่ายได้แบบนี้แหละ อยากให้น้องๆในโรงเรียนได้แบบนี้ อยากให้ชาวบ้านได้แบบนี้ ...นี่แหละที่ต้องการ สำหรับน้องๆในโรงเรียน
แม้ว่าจะซนจะดื้อจนต้องจำลองห้องเชียร์ว๊ากไปหลายครั้ง (ซึ่งข้าพเจ้าว๊ากเอง55) ตั้งแต่วันที่ว๊ากเรื่องล้างจาน จนกระทั่งวันกีฬาสีวันนั้นที่ทำให้น้องหลายคนเสียน้ำตา เรารู้สึกว่าน้องคิดและได้อะไรกลับไป เพราะพวกเขาคิดเป็นและไม่ได้ทำหน้านิ่ง หน้าเอ๋อน่ะ ที่ค่ายนี้แอบมีว๊ากทั้งๆที่ค่ายอื่นๆไม่มี เพราะค่ายนี้เราไม่ได้มาให้ๆๆ แจกๆๆของ
และทำตัวใจดีเป็นนางฟ้าตลอดเวลา พวกเราไม่แคร์ว่าเด็กจะเป็นแค่เด็กประถมหรืออนุบาล เราทุกคนรู้สึกว่าน้องคิดได้ คิดเป็น เลยไม่พูดจาหลอกเด็ก แต่พูดจากันอย่างตรงไปตรงมา บางทีก็เป็นปรัชญาอีกต่างหาก เอ๊ะ จริงๆเรียกว่าว๊ากคงไม่ถูก เพราะเราใช้เหตุผลและพูดจาดีๆ ฮาฮ่า รู้มั้ยว่าสิ่งที่พวกเราทำ.. พวกเราเห็นพ้องกันว่า
น้องหลายคนมีพัฒนาการที่ดีขึ้น อย่างน้อยก็เรื่องล้างจานแหละ จริงๆปัญหาคือ เด็กที่ไม่ยอมล้างคือเด็กที่เล็กมาก ล้างไม่ค่อยเป็น แต่ถัดจากวันนั้น ก็กลายเป็นว่าเด็กโตก็รับผิดชอบแทนน้อง ล้างให้กัน.. ประทับใจเนอะ อืมแล้วเรื่อง เด็กหลายคนที่เป็นปัญหา ก็ฟังกันและเข้าใจกันมากขึ้น
วันเกือบสุดท้ายเราได้ไปส่งน้องวุฒิที่เป็นออทิสติกเกือบถึงบ้าน วันนั้นเพิ่งรู้ว่าแม่น้องวุฒิทิ้งน้องไป และบ้านก็มีพี่น้องหลายคน.. น่าสงสารอะ เรารู้สึกว่าการลงไปเดินดูและส่งน้องในหมู่บ้านทำให้เข้าใจอะไรๆมากขึ้น น้องไม่ได้เป็นเด็กสปอยด์ถึงได้ดื้อ แต่น้องเค้ามีปัญหาจริงๆ ค่ายนี้ไม่ค่อยได้ให้ชาวค่ายลงไปส่งเด็กเนอะ งั้นฝากค่ายหน้าด้วยล่ะกัน สำหรับชาวบ้าน
ตามที่วันนั้นแป้งเล่าให้ฟังนั่นแหละ ที่เราไปทำค่าย รู้มั้ยว่าทุกคนในหมู่บ้านดีใจมาก ไม่ได้ดีใจที่เราเอาของมาแจกนะ แต่พวกเค้าดีใจที่ลูกหลานเค้าได้เรียนหนังสือเสียที อย่างที่รู้ๆกันอะนะ ระบบการศึกษา.. ฮาฮ่า ไว้เม้าท์ทีหลัง แล้วก็เรื่องปั้มน้ำแหละ จริงๆหมู่บ้านนี้ค่อนข้างขาดแคลนน้ำ แต่พอเราไป ก็บังเอิญมีเส้นสายนิดนึง ก็เลยได้ปั้มน้ำ ชาวบ้านก็ได้น้ำใช้กัน(รวมถึงพวกเราด้วย อิอิ) รู้มั้ยว่า จริงๆนี้มันหน้าแล้งใช่มะ ..แต่ช่วงที่เราไปมันบังเอิญที่ฝนตกพอดี วันสุดท้ายที่ไปทำบุญที่วัดกัน ชาวบ้านเค้าเชื่อว่า ที่เรามาทำให้ฝนตก หมู่บ้านไม่แล้ง.. คือ มันก็ความเชื่ออะนะ แต่เขาก็เชื่ออย่างนี้ เล่าให้ฟัง สำหรับชาวค่าย
อย่างที่เคยพูดไปแล้ว ว่าชาวค่ายคงได้อะไรๆกลับไปไม่น้อยกับค่ายนี้ อย่างน้อยก็ได้เห็นชีวิตจริงๆของเด็กๆ ความจริงของระบบการศึกษา อาจารย์รร.บางคนนิสัยเสีย การอยู่ได้โดยไม่มีเทคโนโลยีหรือเครื่องอำนวยความสะดวกบางอย่าง การอยู่ได้โดยไม่สระผมหลายๆวัน (12 วัน เราสระไป3ครั้ง ฮาฮ่า) อีกอย่าง เราชอบให้ค่ายมีชาวค่ายแบบนี้ ทุกคนผ่านการqualifyมาแล้วเรียบร้อย แม้คนจะไม่มาก แต่ก็ไม่ได้น้อยจนเกินไป.. อยากบอกว่าวันที่สำนักนิสิตฯมาเยี่ยมค่ายเรา แล้วช่วงนั้นที่เราสอนกันแค่คนเดียวต่อห้อง เขาบอกว่า ..ค่ายพวกคุณนี้มีประสิทธิภาพดีนะ.. งานที่พวกเราทำ ไม่ใช่มุ่งจะทำอะไรแค่อย่าง2อย่าง แต่เราทำกันเยอะและบางอย่างก็ทำพร้อมๆกัน ตั้งแต่ห้องสมุด ทำอาหารเลี้ยงข้าวเด็ก ออกเยี่ยมชาวบ้าน อนามัย give me บ้านดิน และอีกมากมาย ด้วยชาวค่ายเท่านี้ 20 นิดๆกว่าๆเนี่ย กลับทำออกมาได้หมด ..ยกนิ้วให้ เยี่ยมที่สุด และสิ่งที่ชอบมากคือ ทุกคนช่วยกันทำงานจริงๆ แต่ในขณะเดียวกันก็ขำและเฮฮากันตลอดเวลา แล้วก็ชอบอย่างที่น้องค่ายคนนึงบอกว่า ..อยู่ที่นี่ไม่ได้รู้สึกแปลกแยกเลย.. และทุกคนก็มีท่า อุ อา อา อุ ฮาฮ่า คือ.. ไม่สามารถเล่าให้ฟังได้หมดว่าทั้งค่ายเราขำอะไรกันบ้าง แต่เราขำกันตลอด ขำกันทั้งวัน คงไม่มีค่ายไหนที่ตอนบายศรี เปิดเพลงเจ้าแม่กวนอิมแทนดีดกีต้าร์หรูๆ และบายเนียร์ที่เราเต้น "ไม่ดีหรอกเกรงใจ"กัน และจบด้วย match ตุ๊กแก united VSชาวค่าย ซิตี้ แล้วคงไม่มีค่ายไหนที่วิ่งหนีตุ๊กแกกันและนั่งประชุมกันตรงกลาง เปิดเพลงเจ้าแม่กวนอิมกล่อมตุ๊กแกกัน หรือแย่งกันกินขนม ขนาดวิ่งกรูกันขนาดนี้.... ขำวะ เล่าไปก็ไม่หมด อิอิ สำหรับหลายๆคนที่มาเยี่ยม
เราชอบค่ายนี้อีกอย่างคือ คนที่มาเยี่ยม ตั้งแต่พี่ค่ายเก่ายันอาจารย์และสำนักนิสิตสัมพันธ์ ทุกคนทำให้ค่าย เป็น ค่ายที่เหนียวแน่นและรักกัน และนี้ก็เป็นค่ายแรกที่พวกเราวางแผนแกล้งพี่เก่า ค่ายแรกที่พี่เก่ามาทำอาหารเช้าและปลุกเรา1วัน ค่ายที่อาจารย์อุตส่าห์ออกมาจากกรุงเทพฯตั้งแต่กลางคืน นั่งรถ4-5ชม.เพื่อมาเยี่ยมเราแค่แป๊บเดียว ค่ายแรกที่นิสิตสัมพันธ์มาดู แล้วตอนขากลับที่เราบอกว่าขอบคุณที่มาเยี่ยม แต่เขากลับบอกว่า ผมต่างหากที่ต้องขอบคุณพวกคุณที่ทำค่ายนี้ขึ้นมา แล้วก็ขอบคุณเป็นพิเศษสำหรับคุณพ่อคุณแม่หมูหวานที่ดูแลพวกเรามากๆ
ที่เราบอกว่าค่ายนี้คือค่ายที่ดีที่สุด มันไม่ใช่ว่าค่ายอื่นไม่ดีนะ
แต่เราพยายามในฐานะผอ.ค่ายที่เอาสิ่งที่ดีและไม่ดีหลายๆค่ายมาทำให้เป็นค่ายนี้ ค่ายปี1 เราไม่ชอบประชุมเยอะๆ แต่ค่ายนั้นเราชอบความสัมพันธ์พี่ค่ายกับเด็กในรร.และสันฯกับน้อง
ค่ายปี2 ถูกประเมินว่าชาวค่ายไม่ค่อยช่วยกันในสวัสและประชุมเยอะแยะ แต่เราชอบที่คนน้อยและสนิทกันดี ค่ายวิดยา เราไม่ชอบที่มียุง ฮาฮ่า แต่เราชอบที่ได้ออกสพช.มากๆ ค่ายปี3 เราไม่ชอบที่แตกแยกกันนิดหน่อย โครงศึกษาและนอนดึกมากๆอย่างไม่มีอะไรดีกับวันถัดมา แต่เราก็ชอบสพช.และโครงงานมากๆ ค่ายทุกค่ายเราไม่ชอบที่ทุกคนมาประเมินกันตอนจบและไม่เกิดประโยชน์อะไรกับค่ายอีก และไม่ชอบที่มาถึงค่ายแล้วเฮดคิดงานฝ่ายเดียว ค่ายสุดท้าย ก็เลยเป็นค่ายอย่างที่เห็น ประเมินกันวันต่อวัน ประชุมค่าย คือประชุมเฮด
ทุกคนมีส่วนร่วมในค่ายร่วมกัน และอยากบอกว่าประชุมเฮดค่ายนี้คือ คุยกันว่าพรุ่งนี้ใครตื่นมาช่วยสวัสและใครออกไปโครงชาวบ้าน555 แค่นี้จริงๆ ค่ายเลยเป็นแบบนี้แหละ.... ทุกคนทำด้วยกัน ขนาดที่พี่เอ๋และพี่แอนยังรู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของค่ายและประทับใจมากจริงๆ ที่ค่ายเป็นแบบนี้ ไม่ใช่เพราะเราหรือใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นเพราะทุกคน.. ทำให้ค่ายเป็นแบบนี้ จริงๆนะ ((อยากบอกว่าพี่เอ๋พี่แอนนี้ตัวแม่เล่นเกมคิลเลอร์เลยล่ะ หลายค่ายที่ผ่านมาเราไม่เคยเห็นบรรยากาศแบบนี้ ไม่เคยเห็นพี่แอนวิ่งหนีตุ๊กแก หรือวิ่งจากห้องสวัสมาห้องนอนเพื่อมาบอกว่าโจรอาละวาดให้ปกป้องพยาบาล ไม่เคยเห็นพี่เอ๋เขียนกระดานซ้อ7 อย่างจริงจังขนาดนี้ ฮาฮ่า)) สุดท้ายนี้ หลังเขียนมาเยอะมาก.. ดีใจกับประโยคที่ว่า "ค่ายนี้คือค่ายที่ดีและสนุกที่สุด.." ดีใจกว่าที่เราไม่ได้พูดคำนี้เป็นคนแรกและคนเดียว และจะดีใจมาก ที่ค่ายหน้าจะมีคนพูดแบบนี้อีก วันที่ประเมินค่าย มีชาวค่ายคนนึงพูดว่า "ค่ายนี้มันดีมาก จนรู้สึกกลัว.... กลัวว่า ค่ายหน้าจะไม่ดีเท่านี้" อยากบอกว่า.. ในฐานะรุ่นพี่ เราไว้ใจและเชื่อใจให้น้องทำต่อไปและคิดว่าน้องต้องทำได้ดีกว่านะ สู้ๆจ้า อ๋อ.. ขอบคุณสำหรับบายเนียร์ที่ตั้งใจทำให้ แม้จะผิดแผน ฮาฮ่า และพี่ๆก็ตั้งใจจับมือพวกเธอร้องเพลง"อย่าทำให้ฟ้าผิดหวัง" จริงๆ แม้จะร้องเต็มเสียงไม่ได้เพราะกลัวดราม่า ฮาฮ่า ขอบคุณที่วันนั้นฝนตก .. บรรยากาศมันได้จริงๆ เป็นการจบปี4ที่ดีมากและประทับมาก
สำหรับคนอื่นอาจจะดูที่เกรดว่าได้เกียรตินิยมรึเปล่า (ข้าพเจ้าก็ได้อะนะ แต่อันดับ2 เดี๋ยวหาว่าองุ่นเปรี้ยว)
แต่เกียรตินิยมมันเทียบไม่ได้กับสิ่งที่ได้จากมหาลัย
สิ่งที่ได้จากค่ายนี้ คณะนี้
ดีใจที่ไม่ใช่พวกที่บอกว่า จบแล้วได้กระดาษแค่แผ่นเดียว
เพราะได้มากกว่านั้นอย่างมากมายอะนะ
ดีใจอีกอย่างคือ ไม่ได้เรียนหรูๆอย่างเดียวแต่ก็ได้ทำงานให้ชาวบ้านบ้าง
"เกียรติภูมิจุฬา คือเกียรติแห่งการรับใช้ประชาชน"
|
|
|||
|
|